จากหลายคนที่คิดๆว่าเศรษฐกิจสหรัฐนั้นกำลังร่วง และเกิดการหดตัวหรือเศรษฐกิจตกต่ำมาเป็นระยะเวลานานแล้ว อีกทั้งยังมีเพลงฮิปฮอป ออกมาของ Young Jeezy ชื่อเพลง The Recession ก็ลองไปหาฟังเอาเองเลยละกัน
ก็มีหลายอย่างที่ทำให้มนุษย์ปุถุชนทั่วไปของชาวอเมริกัน รู้สึกว่าเศรษฐกิจตกต่ำ สาเหตุหลักๆใหญ่นั่นก็มาจาก ราคาน้ำมันที่แพงขึ้น อีกทั้ง การว่างงานที่เพิ่มสูงขึ้น รายงานหุ้นที่ได้เพิ่มขึ้น แต่ก็ไม่ตกถึงมือชาวอเมริกันมากนัก
อะไรเหล่านี้ล้วนแล้วแต่จิตคิดไปเองทั้งสิ้นทั้งๆที่ GDP ของประเทศนั้นก็เพิ่มเยอะกว่าที่คาดการณ์ไว้จาก 1.2% เป็น 1.8% ซึ่งนั้นก็ถือว่าเพิ่มเร็วที่สุดในกลุ่มประเทศ G-7 แล้ว อีกทั้งเรื่องการว่างงาน ที่มี 6.8% แต่หากกลับไปดูปี 90-91 นั้น ว่างงานสูงถึง 7.8% หลังจาก 1982 ว่างงาน 10.8%)
หลายอย่างที่ทำให้คนคิดเอาเองว่างานที่ตนทำนั้นไม่มั่นคง ล้วนแล้วแต่คิดไปเองทั้งนั้น ส่วนใหญ่แล้วมาจากความมั่นคงของอาชีพตน ที่มีหลายบริษัทล้มลง อีกทั้งปัญหา subprime ซึ่งเป็นการลงทุนโดยเงินส่วนใหญ่เป็นของชาวต่างชาติ ที่มารวมกันปล่อยกู้ให้คนในประเทศ ทำให้เวลาล้มแล้ว คนอเมริกานั้น ไม่ได้เจ็บหนักเท่าไหร่ เพราะไม่ได้เอาเงินมาลง เท่าใดนัก
แล้วอีกปัญหาหนึ่งหลายคนอาจคิดว่าเศรษฐกิจไม่ดี แล้วรายได้จะลด แต่ไม่ใช่ หากแต่ว่าเป็น การที่คิดว่าหลายๆอย่างในประเทศนั้นเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว แล้วบริษัทก็ล้มมากมาย อาจส่งผลต่อความมั่นคงของการงานที่ไม่สามารถทำให้แน่ใจได้ว่าเมื่อไหร่จะโดนโละทิ้ง อย่างไม่ใยดีซะที และกังวลต่ออนาคตของตัวเองว่าจะเป็นอย่างไร – นี่แหละ คือสาเหตุสำคัญใหญ่ๆ ของหลายๆคนที่คิดว่าทำให้เศรษฐกิจนั้นกำลังอยู่ในช่วงตกต่้ำ
แต่ดูจากรูปการณ์จากเหตุการณ์ต่างๆแล้วนั้น ชาวอเมริกันส่วนใหญ่นั้น จะไม่ค่อยสนใจความจริงเท่าไหร่ หรือเรียกได้ว่าเอาอารมณ์เป็นหลัก เช่น ตอนปี 1992 George H.W. Bush ซึ่งช่วงนั้นเป็นช่วง Recession คล้ายๆเวลานี้ แต่เวลาหาเสียงบอกว่า เศรษฐกิจจะเติบโตต่อไปได้อย่างดี ซึ่งต่างจากคลินตัน ที่บอกว่าเข้าใจหัวอกชาวอเมริกันดี ทำให้ชาวอเมริกันเชื่อคลินตันมากกว่า และเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้ชาวอเมริกันเลือกคลินตัน
จึงเป็นบทเรียนให้ โอบามา และแมคเคน มาพูดในรอบนี้ พูดในทำนองเดียวกันเปี๊ยบ ที่แมคเคนก็บอกว่า มันไม่ได้แย่อย่างที่คิดมากนัก ส่วนโอบามาก็บอกทำนองเดียวกับคลินตัน ดังนั้น รอบนี้ก็ต้องลองมาดูกัน ว่าใครจะได้เป็น หุหุหุ
แต่ในทางกลับกัน ในประเทศไทยนั้น หุ้นก็ตกระนาว อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจก็ต่ำลงอย่างเห็นได้ชัด นโยบายการเงิน และทิศทางการเมืองที่ยังขาดความชัดเจนและแน่นอน ทำให้เกิดภาวะความล้มเหลวทางความเชื่อมั่นด้านการลงทุนอย่างรุนแรง แต่ประชาชนชาวไทยก็ยังไม่สะทกสะท้าน ไปชุมนุม ไม่ยอมทำงาน ประท้วงนู่นนี่ ไม่คิดคำนึงถึงสภาพเศรษฐกิจในระยะยาว คิดแต่ว่าต้องมีการเปลี่ยนแปลงระบบการเมืองที่ยังไม่มีข้อเสนอ ที่ชัดเจน มิได้มีข้อมูลมาก่อน ทำให้ประเทศขาดช่วงในการพัฒนาทางเศรษฐกิจและสังคม ก้าวถอยหลังสู่ความยากจนดักดานเรื้อรังที่มีท่าทีว่าจะกินเวลายาวนาน
ซึ่งในต่างประเทศขณะนี้ ถึงแม้ยังมีปัญหาด้านเศรษฐกิจมากมาย แต่ก็ยังพัฒนาไปอย่างก้าวกระโดดอยู่ดี ไม่มีประเทศใดจะมาคอยใจดีรอประเทศโลกที่สามที่ยังมีมือที่มองไม่เห็นจูงจมูกอยู่เบื้องหลัง และทะเลาะกันเองโดยยกเอาประเด็นที่ไม่สามารถขัดแย้งได้ด้วย กฏหมายและ norm ของประเทศมาเป็นต้นเหตุในการอ้างสิทธิ์ในการกระทำอันไม่พึงกระทำ ตามหลักว่าด้วยกฏหมายและศีลธรรมอันดีที่จะสะท้อนออกไปสู่สายตาภาพลักษณ์ชาวต่างชาติ ซึ่งจะส่งผลต่อความเชื่อมั่นในการมาลงทุน และเกิด liquidity ของเงินที่ต่ำลง ทำให้ลงทุนช้าลง จ้างงานน้อยลง คนจนลง และเกิดเศรษฐกิจตกต่ำอย่างแท้จริง หลังจากโดนจูงจมูกมานั่งตากแดดตากฝนอยู่นาน คนที่เป็นพิธีกรก็รวยแล้วหนีเข้ากลีบเมฆไปอยู่ต่างประเทศ หรือไปเสพย์สุขจากเงินที่ได้จากการขายเสื้อเหลืองและมือตบทั้งหลาย
หุหุหุ บ่นพอแล้ว เนื้อหาวิชาการน้อยไปหน่อย รอบนี้ หุหุหุ
ทำไมคนคิดว่า Recession ทั้งที่จริงๆแล้ว Recession เป็นคำถามที่เรียบง่ายแต่ตอบยากยิ่ง, น่าตอบยิ่ง (ในความเห้นส่วนตัว)
ทั้งนี้เพราะ เป็นคำถามสำคัญทีหากจะทำความเข้าใจอย่างถ่องแท้ คงต้องผูกโยงเข้ากับอีกหลายคำถามด้วยกัน กล่าวคือ เราต้องถามเสียก่อนว่าประเด็นที่ว่า Recession หรือไม่นั้นสำคัญเพียงใด?, การเกิด Recession เป็นเพราะมีความผิดปรกติเชิงโครงสร้าง และ การขาดประสิทธิภาพในระดับปัจเจกบุคคล หรืออย่างหนึ่งอย่างใด ดังที่นักวิชาการมักอธิบายหลังเกิดวิกฤติเศรษฐกิจถดถอยเสมอ (แต่ไม่ยักเห็นจะมีใครออกมาเตือนว่าจะเกิดวิกฤติสักที) ใช่หรือไม่?
อย่างไรก็ตามแต่เพื่อไม่ให้เป็นการค้างคา ผมคิดว่าในเบื้องต้นน่าที่จะตอบคำถามที่ว่า “ทำไมคนคิดว่า Recession ทั้งที่จริงๆแล้ว Recession” ได้โดยสังเขปดังนี้ คือ เหตุที่คนคิดว่า Recession ทั้งที่จริงๆแล้วไม่ได้เป็นเช่นนั้นก็เพราะ คนส่วนใหญ่ลงทุนโดยมองการลงทุนเป้น Experience goods หรือ คือสินค้าที่อาศัยประสบการณ์ในการพิจารณาว่า สินค้าตัวใดเป็นสินค้าที่ดีหรือไม่ดี มากกว่าที่จะมองคุณค่าหรือศักยภาพที่แท้จริงของเศรษฐกิจประเทศนั้นๆ (อันเนื่องมาจากความไม่สมบูรณ์ของสารสนเทศน์) ดังนั้นเมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงของตัวแปรสำคัญทางเศรษฐกิจในทิศทางที่ สอดรับกับปรากฏการณ์ในอดีต (อันนำไปสู่วิกฤติครั้งก่อน) นักลงทุนก็มักจะคาดการณ์แง่ร้ายไว้ก่อน
เช่น กรณีการเกิดวิกฤติในอินโดฯ อันเนื่องมาจากการลดค่าเงินลงตามแรงกดดันของตลาด (แทนที่จะเสี่ยงตรึงไว้เหมือนที่ไทยพยายามทำในปี 1997) ทั้งที่เป็นแนวทางซึ่งนักเศรษฐศาสตร์ และ นักการธนาคาร รวมถึงหน่วยงานราชการสหรัฐฯ โดยส่วนใหญ่ที่มีชื่อเสียง ยอมรับว่าถูกต้องอย่างมาก (ถูกกว่าที่ IMF พยายามบังคับให้ประเทศไทยดำเนินการอยู่ในขณะนั้นเสียอีก) มากไปกว่านั้น โครงสร้างพื้นฐานทางเศรษฐกิจอินโดฯในขณะนั้นแข็งแกร่งมากโดยเปรียบเทียบกับไทย หรือ แม้กระทั่งออสเตเลีย ปรากฏว่า เศรษฐกิจอินโดฯพังพาบลงและรุนแรงเกินกว่าที่ไทยประสบเสียด้วยซ้ำ ทั้งหมดเกิดขึ้นเพียงเพราะการคาดการณ์อันไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริง (และได้กลืนกินความจริงที่ว่าเศรษฐกิจอินโดฯโดยพื้นฐานยังไปต่อได้ลงโดยสิ้นเชิง) ในทางกลับกัน การปล่อยค่าเงินออสเตเลียให้ตกลงของออสเตเลีย ถูกมองว่าเป็นการปรับค่าเงินในระดับที่สอดคล้องกับข้อเท็จจริงและการลดลงของค่าเงินดังกล่าวจบลงแล้วอย่างสิ้นเชิง ออสเตเลียจึงฟื้นตัวอย่างรวดเร็วหลังจากปรับค่าเงินลงในทำนองเดียวกับอินโดฯ
ความแตกต่างเพียงประการเดียวที่ผลักให้เสาแห่งชะตากรรมเบ้ไปทางฝั่งหนึ่งฝั่งใดระหว่างวิกฤติทางเศรษฐกิจกับการอยู่รอดปลอดภัยและเติบโตอย่างมั่นคงต่อไปได้ในกรณีนี้จึงมีเพียง การค้าดการณ์โดยอิงสารสนเทศน์ในอดีต (Adaptive expectation) เท่านั้น นี่คงพอตอบคำถามที่ว่า เหตุใดคนเราจึงคิดว่า Recession ทั้งที่มันไม่ได้เป็นเช่นนั้น (แต่แน่หละ หากทุกคนคิดเหมือนกันไม่นานมันจะเกิด Recession ขึ้นจริงอย่างแน่นอน)
และโดยการยึดเอาคำอธิบายในข้างต้นมาพิจารณาเราจะพบว่า ภาวะการณ์ถดถอยทางเศรษฐกิจของอินโดฯ มิได้เกิดจากการขาดประสิทธิภาพ (หรืออย่างน้อยประสิทธิภาพก็ไม่ควรจะเป็นผลส่วนใหญ่ในการเกิดสภาวะถดถอย), มิได้เกิดจากการบิดเบี้ยวเชิงโครงสร้าง (แม้จะมีคนพยายามอธิบายโดยใช้ทฤษฎีทุนนิยมพวกพ้องมาประกอบก็ตาม) แต่มันเกิดจากผลของการคาดการณ์และแทงม้าตัวเดียวโดยพร้อมเพรียงกัน จนเจ้ามือไม่มีเงินจะจ่ายให้แก่ผู้แทงถูกพร้อมกับการล่มสลายลงของระบบที่ค่อนข้างจะดีทีเดียว
สุดท้ายนี้, ผมคิดว่า เบอแนนกี ได้ให้ข้อคิดสำคัญประการหนึ่งถึงประเด็นที่เรากำลังถกเถียงกัน (พร้อมๆกับคนทั่วโลก) ว่าตกลงแล้วเราอยู่ในสภาวะถดถอยทางเศรษฐกิจหรือยัง? (ผู้ว่าการธ.กลางสหรัฐผู้นี้ถูกคาดคั้นโดยวุฒิสมาชิกคนหนึ่งให้ตอบเดียวเราถดถอยแล้วหรือไม่ โดยห้ามตอบคำอื่น!!!) เบอแนนกีตอบว่า การจะตอบว่าเราเข้าสู่สถาวะถดถอยทางเศรษฐกิจหรือไม่ในขณะนี้นั้น ไม่ใช่ประเด็นสำคัญเลยเพราะ การถดถอยหรือไม่ถดถอยเป็นเพียงการวัดทางเทคนิกที่ชี้ว่า GDP growth ของเราติดลบติดต่อกันกี่เดือนแล้ว ประเด้นสำคัญคือเรากำลังอยู่ในภาวะชะลอตัวทางเศรษฐกิจแบบเรื้อรัง กล่าวคือ เบอแนนกีพยายามชี้ว่า คุณต้องจับประเด็นให้ถูกในการถกเถียงกันเรื่องภาวะถดถอย นั่นคือ ไม่ว่ามันจะถดถอยหรือไม่หากเศรษฐกิจชะลอตัวเราต้องหามาตรการมากระตุ้นก่อที่มันจะนำพาความหายนะอันเนื่องมาจากการคาดการเชิงลบ และ การหมดความหวังทางเศรษฐกิจ (เหมือนที่เกิดกับญี่ปุ่นมาตลอด 15 ปีที่ผ่านมา)
ตั้งใจว่าจะเขียนมาตอบและทักทายเสียหน่อย ทว่าคงดูจะมากเกินไป (จนเหมือนเขียนบทความอีกชิ้น), ยินดีที่ได้อ่านนะครับ :]
ก็จริงอย่างที่ท่านแบงค์ว่านั่นแหละครับ ถึงแม้ตอนนี้จะเป็น psychological recession แค่กระนั้นก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรม คนในประเทศส่งผลให้การใช้จ่ายลดลง หรือการจ้างงานที่ลดลง ถ้าไม่มีการแก้ไขได้อย่างทันท่วงทีก็อาจนำพามาซึ่ง recession จริงๆก็เป็นได้ แต่ที่ท่านแบงค์ตอบช่างลึกล้ำน่านีบถือจริงๆ จนเป็นการอ่านต่อกันที่สนุกจริงๆ
ยินดีเหมือนกันที่ท่ามาตอบนะครับ หุหุหุ
ถึงตอนนี้ มันไม่ใช่แค่คิดฮะ มัน deep recession ไปแล้ว
ปัญหาแบบนี้เค้าเรียก information asymmetry รึเปล่าครับ
aha just come to say hi and challenge u to create new column soon na kub, looking forward to read ur column again