เงินคืออะไร
จากความรู้ทางเศรษฐศาสตร์ระดับ ม.3 เกิดมาก็เคยเรียนมาแค่ตัวเดียว ก็อยากจะชี้แจงล่วงหน้าว่า ไม่ได้เป็นผู้เชี่ยวชาญทางด้านนี้
ผิดถูกประการใด ขออภัยล่วงหน้า
เงินตามที่มีการนิยาม น่าจะหมายถึงสื่อกลาง หรือ/และ มาตรฐานที่ใช้ในการแลกเปลี่ยนสินค้า หรือบริการที่มนุษย์ สามารถผลิต หรือหามาได้ [1] เมื่อคำนึงว่ามนุษย์เราไม่สามารถที่จะผลิตสินค้าหรือบริการ มาสนองทุกความต้องการในชีวิตได้ เราจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมีการแลกเปลี่ยนกัน ด้วยกลไกอะไรซักอย่าง และกลไกที่ว่านี้ก็
น่าจะคือ สิ่งที่เรียกว่า “ระบบเงินตรา” เรื่องนี้พอจะเข้าใจได้
แต่สิ่งที่คนเขียนไม่เข้าใจมาก ๆ แต่คิดว่า คนใน blog นี้เข้าใจเป็นอย่างดีก็คือ สิ่งที่เกี่ยวเนื่องกับเงิน นั่นก็คือ เรื่องของราคา (price) รวมถึงโครงสร้างกลไกทางการเงินสารพัด เช่นว่า เราคำนวณมูลค่าของสิ่งของหรือบริการกันยังไง ทำไมเงินที่ได้จากแรงงานในโรงงานนรกมันถึงน้อยแสนน้อย เทียบกับเงินที่ได้ในการทำงานในโรงงานแสนสะอาดในญี่ปุ่น หรือการทำงานเป็นทั่นซีอีโอในบริษัทวาณิชธนกิจชั้นนำ ทั้ง ๆ ที่คุณภาพชีวิตสุดจะห่าเหวที่แรงงานโรงงานนรกจะต้องเสียไป นั้นน่าจะมีค่ามูลค่าในการแลกเปลี่ยนที่สูงกว่า เมื่อคำนึงว่าคุณค่าของมนุษย์ทุกคนนั้นมันควรจะเท่าเทียมกันอย่างน้อยก็ทางทฤษฎี แต่ถ้าจะอธิบายว่า ก็เพราะว่า เราหาคนที่ทำงานเป็นทั่นซีอีโอได้ยากกว่าแรงงานง่าย ๆ น่ะซิ ก็พอจะเป็นคำอธิบายที่มีเหตุผลในแง่เศรษฐศาสตร์ แต่ดูจะไม่มีเหตุผลเอาซะเลย ในแง่ของศีลธรรม อีกเรื่องนึงก็เช่น ทำไมต้องมีการซื้อขายของล่วงหน้า ทั้งน้ำมัน ทอง เงิน หนี้ ใบหนี้ หนี้ของหนี้ของหนี้ของหนี้ของนั่นของนู้นของบ้านคุณภาพต่ำ ฯลฯ และที่สำคัญที่สุดก็คือ ผม “คาดว่า” คาดว่าเท่านั้นนะ ไม่รู้จริงรึเปล่า ว่า ศักยภาพของโลกเรานั้นน่าจะสามารถผลิตสินค้าและบริการ ที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิต ได้เพียงพอสำหรับทุกคนบนโลกได้อย่างแน่นอน แต่ความจริงปัจจุบันก็คือยังมีคนที่ “ขาด” อยู่เป็นปริมาณมาก มันเป็นเพราะอะไร? เป็นเรื่องของโครงสร้างระบบเงินเป็นหลักรึเปล่า หรือมันเกี่ยวพันไปซะทุกเรื่อง ทั้งเรื่องการเมือง การศึกษา การสื่อสาร ศีลธรรม ศาสนา ฯลฯ
เคยฟังบางคนพูดว่า “เ้อ้อ ผมว่าผมมีค่า์มากกว่าหลาย ๆ คนบนโลกนะ เพราะผมหาเงินได้เยอะ หมายความว่าผมทำประโยชน์ให้แก่โลกใบนี้ได้มากกว่าคนอื่น ๆ (ตามนิยามของเงินก็ คือผมสามารถผลิตสินค้าและบริการได้มากกว่าคนอื่น ๆ มากกว่ามาตรฐานชายไทยทั่วไปนั่นเอง)” ฟังไปฟังมา เกือบเห็นดีเห็นงามไปด้วยว่า เอออ ถูกก ๆๆๆ ถูกต้อง!
อ่านบทความของ อ.ประเวศ วะสี ในหนังสือ ความจริงของความจน [2] แล้วก็พอเข้าใจว่า ปัญหาความรวยกับความจนในไทย เกิดขึ้นจากปัญหาิเชิงโครงสร้าง ที่ไม่เอื้ออำนวยให้คนทั่วไปหายจน ทั้งโครงสร้างทางการเมือง อันนี้เห็นได้ชัดมาก , โครงสร้างทางการศึกษา ที่่มักสอนไปในแนวสร้างรวยมากกว่า แก้จน, โครงสร้างทางทรรศนะ ที่เราเคยได้ยินบ่อย ๆ ก็เช่น โตขึ้นขอให้เป็นเจ้าคนนายคน ขอให้ได้นั่งกินนอนกิน รักดีหามจั่วรักชั่วหามเสา (หามเสาเป็นความชั่วได้อย่างไร) ฯลฯ เมื่อนั่งอ่านความคิดของปัญญาชนบนโลกนี้ กับปัญหาความไม่ยุติธรรมทางการเงินไปเรื่อย ๆ ก็ไปเจอหลาย ๆ ความคิดที่น่าสนใจเป็นอย่างมาก ทั้ง ธนาคารกรามีน [3] ที่เป็นโครงสร้างทางการเงินการธนาคารแบบเกือบใหม่ที่ ช่วยปล่อยกู้ให้กับทุก ๆ คนที่ต้องการเงิน แต่ไม่มีอะไรจะค้ำประกัน หรือ www.kiva.org [4] ที่อนุญาตให้เราปล่อยกู้แบบไม่รับประกันการได้เงินต้นคืน สู่คนจนในประเทศโลกที่สาม ง่ายเพียงปลายนิ้วสัมผัส ผ่านอินเทอร์เนต ซึ่งดีกว่าการบริจาคเงิน เพราะการปล่อยกู้นั่นหมายถึงการให้อุปกรณ์เค้าไปจับปลา ไม่ใช่แค่ให้ปลาเค้าไปวัน ๆ ซักวันก็จะหมด อีกทั้งถึงแม้จะเสี่ยง แต่เราก็มีโอกาสจะได้เงินที่เราเราูู้คืน เป็นโมเดลที่ดีกว่าการบริจาคเป็นไหน ๆ รวมถึงโครงการ Architecture for Humanity [5] ที่เป็นตัวกลางที่จะให้สถาปนิกทั่วโลก อาสามาออกแบบสิ่งที่เป็นประโยชน์เพื่อคนจนจำนวนมาก แทนที่จะออกแบบให้กับกลุ่มคนรวยที่มีเงินจ่ายเพียงหยิบมือเดียว
สิ่งหล่านี้ ใช่หรือไม่ว่า เพราะด้วยวิทยาการปัจจุบัน มนุษย์มีความสามารถในการวัดมูลค่า ได้เพียงแค่วัตถุและบริการ ทำให้ ครู อาจารย์ ที่น่าจะตีมาเป็นมูลค่าได้มาก แต่กลับไม่มากเท่านายหน้าค้าหุ้น หรือนักวิทยาศาสตร์ที่ทำงานด้านสิ่งแวดล้อมที่มีมูลค่าไม่เท่านักการเมือง
สุดท้ายผ่านไปอีกซักพันปี มนุษย์คงจะสามารถประดิษฐ์เครื่องมือที่วัดมูลค่า ของ “นามธรรม” ในตัวมนุษย์ได้ เช่น เอา usb จิ้มหัวปุ๊บ วัดได้เลยว่า คนนี้มี หน่วยความดีเท่าไหร่ มีหน่วยความตั้งใจพัฒนาชาติบ้านเมืองเท่าไหร่ มีหน่วยความเห็นแก่ได้เท่าไหร่ บวกลบคูณหารอินทริเกตแล้ว คนนี้เอาไปเลย … “เงิน” พันล้านนนนน !
อ้างอิง
[1] http://en.wikipedia.org/wiki/Money
[2] หนังสือ ความจริงของความจน, http://bordeure.files.wordpress.com/2008/09/truth-about-thai-poverty.pdf
[3] หนังสือ Muhamhad Yunus นายธนาคารเพื่อคนจน แปลโดย คุณสฤณี อาชวานันทกุล
[4] http://www.kiva.org
[5] http://www.architectureforhumanity.org/
สำหรับประเด็นของเงิน ที่เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนโดยทำงานผ่านกระบวนการของราคาที่เป็นตัวแทนดุลยภาพของความต้องการของผู้บริโภค และผู้ผลิต ณ เวลาหนึ่ง ข้าพเจ้าเองนั้นเห็นด้วยบางส่วนกับหน้าที่ที่กล่าวมาข้างต้น
โดยส่วนตัวแล้ว ตามความเห็นของข้าพเจ้านั้น เห็นว่าประเทศไทยเรามีพื้นเพที่พัฒนามาจากแนวคิดของหน่วยสิ่งมีชีวิต แล้วพัฒนาเรื่อยมาจนเกิดประสิทธิภาพของเครือข่าย ก่อนที่จะค่อยล่มสลายไปพร้อมกับการรับเอาประสิทธิภาพของปัจเจกบุคคลที่พัฒนาจากแนวคิดหน่วยของเครื่องจักรของพื้่นที่ภูมิศาสตร์ตะวันตก ผ่านสื่อหลากชนิดที่เติบโตขึ้นทุกวัน รวมถึงการถ่ายทอดผ่านตัวบุคคลที่เรียนรู้จากตะวันตก แล้วนำมาบังคับใช้้ โดยไม่ประยุกต์ให้เข้ากับพื้นเพของชนไทยเราเองด้วย
สำหรับประสิทธิภาพของเครือข่ายที่กล่าวมาข้างต้นนั้น หากพิจารณาในบริบทของประเทศไทย สามารถยกตัวอย่างที่ชัดเจน คือ การลงแขก ซึ่งเป็นกิจกรรมที่เกี่ยวเนื่องทั้งทางเศรษฐกิจ และสังคม โดยเป็นลักษณะของที่คนในหมู่บ้านมาร่วมแรงร่วมใจกันช่วยเกี่ยวข้าว นวดข้าว หรือมากกว่านั้นอาจหมายรวมถึงการตำข้าวเพื่อให้ได้มาซึ่งข้าวสาร จากตัวอย่างนี้เห็นได้ชัดเจนว่า มีการนำปัจจัยการผลิตมาแลกเปลี่ยนกันโดยตรง ไม่ต้องนำสินค้ามาแลกเปลี่ยน ไม่ต้องใช้สื่อกลางในการแลกเปลี่ยน แต่ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นเหมือนกัน คือ ข้าวจากพื้นที่การเพาะปลูกเท่าเดิม หากพิจารณาในบริบทของปัจจุบันจะเห็นได้ว่า กระบวนการเก็บเกี่ยวข้าวนั้นอาศัยสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนคือ เงินตรา เพื่อให้ได้มาซึ่งปัจจัยการผลิต อาทิ แรงงาน (คนในหมู่บ้าน หรือนอกหมู่บ้าน) ที่ต้องจ้างงานมา เครื่องจักร ต้องซื้อ หรือเช่ามา นำ้มันที่ต้องนำมาใส่เครื่องจักร
จากที่กล่าวมาข้างต้นทั้งหมดนั้นสามารถพิจารณาเปรียบเทียบได้ดังนี้
กรณีศึกษา การลงแขก
ประสิทธิภาพของเครือข่าย
๑. ภาระต้นทุนทางบัญชี (ตัวเงิน) ลดลง เนื่องจากการแลกเปลี่ยนปัจจัยการผลิตโดยตรง การลดรายจ่ายเนื่องจากการพึ่งพาเทคโนโลยี อาทิ เครื่องจักร น้ำมัน เป็นต้น
(หากพิจารณาโดยองค์รวมแล้วพบว่า ต้นทุนแรงงานที่เราได้รับจากการที่เพื่อนบ้านมาช่วยลงแขก จะถูกชดเชยด้วยต้นทุนแรงงานที่เราต้องเสียไปจากการไปช่วยลงแขกเพื่อนบ้าน ซึ่งนั่นหมายถึงรายรับ หรือผลตอบแทนจากแรงงานของเรา ทั้งนี้หากแรงงานที่เสียไปเท่ากันในแง่ของพื้นที่เพาะปลูกข้าวเท่ากัน นั่นหมายถึงว่าต้นทุนจากการลงแขกเกี่ยวข้าวเท่ากับศูนย์ หรือไม่มี ผลสุดท้าย มีข้าวกิน)
๒. ความรู้ ทักษะความสามารถ (Know how) รอบด้าน ของแต่ละบุคคลยังคงมีอยู่และส่งต่อไป
๓. ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลที่ดีภายในสังคมนั้น อาทิ หมู่บ้าน ตำบล
ประสิทธิภาพของปัจเจกบุคคล
๑. ภาระต้นทุนทางบัญชี (ตัวเงิน) อยู่ในระดับสูง และอาจจะมากกว่ารายได้ หรือผลตอบแทนที่ได้รับจากการที่เราต้องอาศัยเงินตราเป็นสื่อการในการแลกเปลี่ยนเพื่อให้ได้มาซึ่งปัจจัยการผลิต ได้แก่ แรงงาน เครื่องจักร น้ำมัน เป็นต้น
(หากรายได้ หรือผลตอบแทนจากการขายข้าวไม่พอกับรายจ่ายจากปัจจัยการผลิต ทำให้ต้องสร้างหนี้สินขึ้นมา มากกว่านั้นในกรณีที่ขายข้าวหมดแล้วไม่เพียงพอต่อรายจ่ายปัจจัยการผลิต นั่นหมายความว่าอาจจะไม่มีข้าวไว้บริโภคอีกด้วย)
๒. ปัจเจกบุคคลไม่มีความรู้ ทักษะความสามารถรอบด้าน แต่จะรู้เฉพาะส่วน ขาดความรู้ส่วนที่จ้าง เช่า ซื้อ ผ่านเงินตรา
๓. สูญเสียสัมพันธภาพที่ดีระหว่างบุคคลในชุมชน ความสัมพันธ์เป็นไปในลักษณะทุติยภูมิ
เห็นได้ชัดเจนว่าผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นการกิจกรรมทางสังคม เศรษฐกิจ และการเมืองในแต่ละแนวคิดให้ผลดี และผลเสียแตกต่างกันออกไป
สำหรับรายละเอียดแล้ว คงต้องทิ้งไว้ให้คิดกันต่อไป
หากข้าพเจ้ามีปัจจัยทุน (เวลา) จะอุทิศให้กับเรื่องนี้เป็นเรื่องแรกต่อจากเรื่องสุดท้าย
ขอบใจคุณเอกฤทธิ์ ที่มีนำเสนอความคิดที่สร้างสรรค์ต่อการดำเนินชีวิตของทุกคนบนโลกนี้
“เงิน” โยงไปได้หลายเรื่องทีเดียว เป็นเรื่อง conflict อย่างนึง
หลายๆคนเคยคิดเหมือนกันว่า จริงๆแล้ว ของบริโภคที่จำเป็นสำหรับมนุษย์ทั้งโลกนั้น ผลิตได้เพียงพออยู่แล้ว
คิดถึงอาหารบุฟเฟ่ กินทิ้งๆขว้าง พนักงานในร้านทำงานเสร็จต้องเอาอาหารที่เหลือไปทิ้งถังขยะ เสร็จแล้วออกไปซดก๋วยเตี๋ยวข้างถนน