ความจริงวันนี้
1) จากการวิจัย คนไทยดูโทรทัศน์เป็นกิจกรรมยามว่างมากถึง 55.4 เปอร์เซ็นต์ [1]
2) จากการศึกษาเช่นเดียวกัน ช่วงเวลาสองทุ่มถึงสี่ทุ่ม เด็กไทยอายุ 2-6 ปี 23.1 เปอร์เซ็นต์ดูทีวีอยู่, เด็กอายุ 7-12 ปี 29.5 เปอร์เซ็นต์ก็ดูทีวีเวลานี้เช่นกัน และสุดท้าย เด็กอายุ 13-19 ปี เกิน 50 เปอร์เซ็นต์ ก็ยังดูทีวีอยู่เช่นกัน [1]
3) ฟรีทีวีช่องสาม ห้า เจ็ด เก้า สิบเอ็ด และทีบีพีเอส ช่วงสองทุ่มถึงสี่ทุ่มส่วนใหญ่เป็นละครน้ำเน่า
4) ละครน้ำเน่าส่วนใหญ่มีเนื้อหารุนแรง ตบตบจูบจูบ วีนวีนกรี๊ดกรี๊ด นางเอกโง่ พระเอกโง่กว่า นางร้ายเกือบฉลาด แม่นางร้ายก็เหมือนจะฉลาด พระเอกรวยอย่างไม่มีเหตุผล นางเอกจนอย่างไม่มีที่มาที่ไป อีทีซี
5) ความคลุมเครืออย่างนึงก็คือยังเป็นที่ถกเถียงว่า ละครที่ไม่ฉลาดนัก จะทำให้คนดูไม่ฉลาดตามไปด้วยรึเปล่า? บางส่วนก็พูดว่า ดูแค่ขำ ๆ เพื่อความตลกจะเอาอะไรกันนักกันหนา แต่จากงานวิจัยทั่วทุกมุมโลก [2] ก็บอกอย่างชัดเจนว่า เนื้อหาละครรุนแรง ๆ ที่เราดูผ่านตา ผ่านสมองซีกซ้าย ผ่านสมองซีกขวา ทะลุออกหูซ้าย หูขวาเพียงแค่บางส่วน เพราะจะมีบางส่วนค้างอยู่ในจิตใต้สำนึกลึก ๆ ไม่ใช่จะกดปุ่มลากลงรีไซเคิลบิน ลบทิ้งไม่เหลือร่องรอยกันออกได้ง่าย ๆ
6) ถึงข้อถกเถียงในข้อห้า) อาจจะไม่เป็นที่แน่ชัด แต่ที่คนเขียนคิดว่าชัดชัวร์ ก็คือ ถ้าเราได้เสพสิ่ง “ดี ๆ” จะทำให้อย่างน้อยเราได้อะไร “ดี ๆ” ติดกลับไปบ้างแน่นอน โดยที่ไอ้สิ่งดี ๆ ที่หมายถึง ไม่จำเป็นจะต้องเป็นศิลปะชั้นสูง หรือเพลงคลาสิกประเภทนั่งฟังไป จิบไวน์ไป เพราะสิ่ง “ดี ๆ” ก็คือของ “ดี” ที่ใครจะชอบแนวไหน หรือประเภทอะไรก็แล้วแต่รสนิยมส่วนตัวของผู้บริโภคที่แยกไม่ได้ด้วยคำว่าถูกหรือผิด เพราะละคร “ดี” ก็คือละครที่ดี ไม่ใช่ละครเกาหลี ไม่ใช่ละครซีรีย์อเมริกัน เพลง “ดี” ก็คือเพลงที่ดี ไม่ใช่เพลงค่ายเลิฟอีส สมอลล์รูม ไม่ใช่เพลงคลาสิก ไม่ใช่ดนตรีแจ๊ซ ละครเกาหลีเบาสมองบางเรื่องก็ดูสนุกดี มีตรรกะ และได้ข้อคิดง่าย ๆ ตามสภาพชีวิตสังคม “จริง ๆ” หรือกระทั่งหนังแบทแมนบีกินภาคล่าสุด ก็จัดได้ว่าเป็นหนัง “ดี ๆ” ที่บันเทิงมาก แถมมีประเด็นเยอะแยะให้กลับไปคิดเป็นการบ้านระดับมัธยมจนถึงมหาวิทยาลัยได้หลายวิชา
7) แต่สื่อ หรือสิ่ง “ดี ๆ” ไม่ใช่ของที่หาชม ฟัง หรือ เสพได้ง่ายนักในสังคมไทย เพราะจากประสบการณ์ส่วนตัวแล้ว เพลงดีก็หาฟังยาก หนังดีก็หาดูยาก บิททอร์เร็นที่ซีดไฟล์ดีก็ยังหายากเลย! ของที่หาง่าย ๆ ตามหน้าหนังสือพิมพ์ขายดีที่สุดอันดับหนึ่ง สอง และสามของประเทศก็มักจะไม่ค่อยมีอะไรดี ๆ ของที่หาง่าย ๆ ตามทีวีช่วงไพร์มไทม์ก็มักไม่ใช่ของดี ๆ รวมถึงเพลงในหลาย ๆ คลื่นความถี่ก็ไม่ใช่ของดี ๆ อีกเหมือนกัน
8 ) แต่ไม่ว่า จะเป็นสื่อประเภทไหนล้วนแล้วแต่เป็นธุรกิจ ซึ่งธุรกิจอยู่ได้ด้วยกำไร ซึ่งกำไรมาจากผู้บริโภค อิมพลายได้ว่า ธุรกิจสื่อ สร้างสรรโปรดักขึ้นมาโดยขึ้นกับตลาดในประเทศไทย ซึ่งหมายถึงคนไทยส่วนใหญ่ พูดง่าย ๆ ก็คือเพราะคนส่วนใหญ่ชอบแบบนี้ ของแบบนี้เลยยังมีอยู่
9) แต่ตรรกะในข้อแปด) ก็อาจจะไม่จริงเสมอไป เพราะผมก็ยังเชื่อว่า จริง ๆ แล้วผู้บริโภคลึก ๆ ก็ไม่ได้ต้องการรสนิยมแบบนี้หรอก แต่เป็นธุรกิจสื่อเองต่างหากที่ยัดเยียดสิ่งเหล่านี้ให้ โดยไม่คิดพัฒนาอะไร ๆ มันดีขึ้น อาจจะเพราะรับความเสี่ยงเชิงผลกำไรที่จะทำละครรูปแบบใหม่ ๆ ไม่ได้ หรือเคยทำแล้วแต่เจ๊งไม่เป็นท่า หรือไม่จำเป็นต้องทำอะไรให้มันใหม่นี่หน่า เพราะของเดิมก็ขายได้ดีอยู่แล้ว คู่แข่งรายใหม่ ๆ ที่เข้ามาแข่งขันในตลาดก็ไม่มี หรือจะเป็นเพราะฝีมือไม่ถึง หรือฝีมือถึงแต่ไม่กล้า หรือเป็นเพราะตลาดในเมืองไทยเล็กมาก ทำให้การลงทุนทำสิ่งยาก ๆ ใหม่ ๆ เกิดขึ้นได้ยากเพราะไม่คุ้มทุน ดังนั้นทั้งเพลง ละคร ภาพยนตร์ และหนังสือพิมพ์เลยถูกจำกัดให้อยู่เลยในรูปแบบที่ทำง่าย ๆ ขายง่าย ๆ แล้วก็เอากำไรมาทำของง่าย ๆ ขายง่าย ๆ ไปเรื่อย ๆ ยกตัวอย่างที่เห็นได้ชัดกรณีนี้ ก็เช่นกรณีของค่ายเพลงเบเกอรี่เป็นต้น ที่เป็นค่ายเพลงที่น่าสนับสนุนมาก ๆ และดูจะแข็งแกร่ง ยืดหยัดมานาน เป็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์มาก ๆ แต่จนแล้วจนรอดค่ายนี้ต้องล้มไป และค่ายใหม่ก็ดูจะเป็นคอมเมอร์เชี่ยวมากขึ้น ผมไม่ทราบเหตุผลลึก ๆ หรอกนะ แต่ถ้าให้เดาคือ เหตุผลหลัก ๆ ข้อนึง ต้องมีเรื่องของเงินแน่นอน
10) โดยสรุป คำถามง่าย ๆ คือ ใช่หรือไม่ ที่มันไม่สำคัญหรอกว่า หนังสือพิมพ์ ละคร ภาพยนตร์ และเพลง ในปัจจุบันมันจะเป็นอย่างไร แต่รากของปัญหาจริง ๆ คือเรื่องของการศึกษาของชาติ คือเป็นปัญหาที่ตัวระบบแท้ ๆ ไม่ใช่เป็นปัญหาที่คนเป็นเหตุ
11) และอีกคำถามง่าย ๆ ก็คือ ใช่หรือไม่ ที่ปัญหาการศึกษาของชาติต้องแก้ โดยเริ่มจากการเมืองที่ดี
12) และคำถามสุดท้ายที่ไม่ใช่คำถามง่าย ๆ ก็คือ … เราจะแก้กันอย่างไร ?
13) ถ้าคิดไม่ออก มีอารมณ์เครียด ก็หนีเปิดทีวีช่วงสองทุ่มถึงสี่ทุ่มแบบสุ่ม ๆ ยังไงเดี๋ยวก็เจอละครน้ำเน่า ดูแก้เครียดกันจะดีกว่า
14) วนกลับไปข้อหนึ่ง)
อ้างอิง :
[1] การสำรวจ “ศึกษาอิทธิพลของการชมรายการโทรทัศน์กับพฤติกรรมไม่พึงประสงค์ในกลุ่มคนดู ศึกษาเด็ก เยาวชน และประชาชน”อายุ 2 – 6 ขวบ 7- 12 ปี 13 – 19 ปี และอายุ 20 ปีขึ้นไปใน กทม.และจังหวัดหัวเมืองใหญ่ของประเทศ จำนวน 2,159 ตัวอย่าง วันที่ 24-28 เม.ย.2551, http://wechange.seubsan.net/Joomla/index.php/we-article/turnoff-tv/177-research-want-go-to-leading-actor-for-ravish
[2] รายการโทรทัศน์เป็นภัยต่อเด็กจริงหรือไม่?, http://news.sanook.com/scoop/scoop_156415.php
ข้อมูลเพิ่มเติม:
- The Impact of Fictional Television Stories on U.S. Adult Fatalities: New Evidence on the Effect of the Mass Media on Violence, by David P. Phillips, University of California, San Diego , http://www.jstor.org/pss/2779364
- The Sociology of Soap Operas, Briana Beckham, http://www.students.sbc.edu/beckham04/The%20Sociology%20of%20Soap%20Operas-Final.doc
- บทบาทของ “สื่อ” ดุลยภาพระหว่างสิ่งที่สังคม “อยากรู้” กับสิ่งที่สังคม “ควรรู้”, http://www.manager.co.th/QOL/ViewNews.aspx?NewsID=9470000053768
- เราควรรื้อถอนโครงสร้างของละคร ‘น้ำเน่า’ หรือไม่? , http://www.winbookclub.com/basket_detail.php?id=248
“ตอบสนองผู้บริโภค” ภาระกิจหลักของโลกปัจจุบัน และอนาคตหรือ?
บทบาทของ “สื่อ” ดุลยภาพระหว่างสิ่งที่สังคม “อยากรู้” กับสิ่งที่สังคม “ควรรู้
จากอ้างอิงของคุณ ekarid ข้างต้นนี้เป็นส่วนหนึ่งที่โดนใจผู้เขียนมาก
จากคำที่แตกแต่งกันสองคำ คือ
“อยาก” และ “ควร”
คำแรกนั้นว่าไปแล้วคือความต้องการ ของ สัตว์ นั่นเอง
คำหลังนั้นว่าไปแล้วคือความต้องการ ของ มนุษย์ นั่นเอง
ในอีกทางหนึ่งกล่าวได้ว่า
ทางแรกนั้นเป็นประเด็นด้านอุปสงค์, demand.
ทางหลังนั้นเป็นประเด็นด้านอุปทาน, supply.
เรื่องของเรื่อง คือ เรื่องทุกอย่างในโลกใบนี้ ณ วันนี้ และเร็วๆนี้
ถูกกำหนดจากดุลยภาพหนึ่งในระบบโลก หรือชุมชนโลก
ที่อุปทานกระโดดข้ามเข้าหาอุปสงค์ที่สูง แปลก ฟุ้งเฟ้อ มีแต่สิ่งน่าถวิลหา
และมีแนวโน้มที่จะผลักตัวออกห่างอุปทานไปเรื่อยๆ
ขณะเดียวกันนั้น ความต้องการของอุปทานเปลี่ยนไป
จนลืมนึกไปว่าตนเองมีอำนาจต่อรองเพียงพอต่อความต้องการของผู้บริโภค
ทุกคนที่เรียนศาสตร์การบริหารยุคใหม่ต้องได้ยินคำนี้จนชินหูมาหลายต่อหลายครั้ง
“ตอบสนองผู้บริโภค”
เกือบทุกภาคส่วนมุ่งเน้นการพัฒนาศาสตร์ต่างๆแต่เพียงด้านเดียว คือ
ศาสตร์ด้านอุปสงค์ เกือบทุกอย่างเป็นการจัดการอุปสงค์ ทั้ง
การตลาด สื่อ การผลิตสนองผู้บริโภค เป็นต้น
อะไรคือตัวกำหนดการปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของอุปทานปัจจุบันนี้
“อัตราเร่ง” ครับ ทุกอย่างรอบตัวมีการเปลี่ยนแปลงรวดเร็ว
และยิ่งเร็วมากขึ้น เมื่อกาลเวลาผ่านไป
พฤติกรรมของผู้ผลิตที่กลัวตกรถ กอบโกยกำไรจากโอกาสของความต้องการใหม่ที่เกิดขึ้นจากผู้บริโภค ทั้งโดยธรรมชาติ และสร้างขึ้น (สวนทางธรรมชาติ)
แทนที่ผู้บริโภคต้องปรับพฤติกรรม ความต้องการลงบ้าง กลับไม่ต้องมีแต่รังให้เพิ่มมากขึ้น ในอัตราเร่ง
“สนองการบริโภคอย่างไม่หยุดยั่ง” ภาระกิจของโลกในยุคที่ผ่านมา จะดำเนินต่อไปหรือ?
กลับมาเข้าเรื่องของคุณ ekarid กันดีกว่าครับ
แนวทางการแก้ไขอย่างกว้่างๆ นั้น ตอบได้ง่ายมาก คือ
ตอบสนองผู้บริโภคในระดับที่พอดี ตอบสนองผู้ผลิตในระดับที่พอดี
คำถามที่ตามมา คือ ในรายละเอียดระดับนั้น คือ ตรงไหน?
อย่างที่คุณ ekarid บอก คือ “การศึกษา” เป็นตัวกำหนดสำคัญ
กำหนดความเป็นมนุษย์ เมื่อเป็นมนุษย์แล้ว จะสามารถหาความลงตัว
ความพอดีได้ ระหว่าง “ต้องการ” และ “ควร”
นั่นคือ ความต้องที่เหมาะสม หรือที่ควรจะเป็นของทุกฝ่าย
วันนี้ได้มีโอกาสอ่าน “บ้าวูบเดียว” ของท่านพุทธทาส เลยนึกเชื่อมโยงออกในเรื่องการศึกษา
ก่อนอื่นต้องขอขอบคุณ พระวีระธัมโม (วีระ) ที่เพิ่งศึกจากสวนโมกข์
ที่ให้โอกาสได้สัมผัสคำสอนของท่านพุทธทาส
ยกอ้างอิงส่วนที่เกี่ยวข้องนะครับ
“ธรรมเนียนโบราณจึงจัดให้วัยรุ่นทั้งหลายได้เข้ามาอยู่ในขอบเขตของการอบรม เช่น วัด สถานปฏิบัติธรรม เป็นต้น, ในอินเดีย ในเรื่องโบราณ เราได้ยินข่าวว่าเขาจัดอาศรมไว้ อาศรมหนึ่งสำหรับคนวัยรุ่นเข้าไปอยู่ฝึกฝนจิตใจของตนเอง จนกว่าจะพ้นเขตจึงจะออกจากอาศรมนี้ได้ ซึ่งเรียกว่า “อาศรมพรหมจารี”. และก็เข้าไปสู่อาศรมคฤหัสถ์ จึงจะเป็นฆราวาสที่ดี สามารถดำเนินกิจกรรมทางครอบครัวได้ดี
นี่เดี๋ยวนี้เราไม่มีหลักการอย่างนี้ แม้จะอยู่ในโรงเรียน ก็ไม่มีหลักการสอนให้ควบคุมความรู้สึกอันนี้ วัดวาอารามที่เคยเป็นที่พักของวัยรุ่น ก็มิได้อบรมความรู้เรื่องนี้ แล้ววัยรุ่นทั้งหลายก็ไม่เข้าวัดกันเสียแล้ว การได้รับการอบรมเรื่องนี้แต่วัยรุ่นจึงไม่มี แล้วก็มาเป็นวัยรุ่นอิสระที่จะไปเป็นทาสของปิศาจร้ายตัวนั้น”
ขอเพิ่มเติ่มจากที่คุณ ekarid นำเสนออีกนิดครับเดี๋ยวลืม
อยากให้ทุกคนลองสังเกตว่าในหนึ่งวันนั้น เรามีการพัฒนาด้านสื่อโทรทัศน์
ไปอย่างไรบ้าง
เท่าที่ผมสังเกต ผมเห็นว่ากว่าครึ่งหนึ่งนั้นถูกผลิตโดยผู้ผลิต (อุปทาน)
เป็นเนื้อหาของละคร ไม่ว่าจะเป็นของไทย หรือเดี๋ยวนี้ของชนต่างชาติมากมาย
ทั้งเกาหลี ญี่ปุ่น จีน และอเมริกา
มากกว่านั้นมีทั้งหลังข่าวเช้า บ่าย บ่ายแก่ (สี่-ห้าโมงเย็น) เอาของเก่ามาฉาย แล้วยันค่ำก่อนข่าวภาคค่ำ เข้าสู่ดึกด้วยการตอบสนองหลังข่าวภาคค่ำ เป็นอันสิ้นสุดของวันหรือ?
ไม่…… ไม่หยุดเพียงเท่านั้น ในบางวัน หลังโปรแกรมเที่ยงคืน ยังมีละครชนต่างชาติอีกจนเกือบรุ่ง
ห้าห้าห้า …. จะขำให้กับอะไรดี หรือว่า สิ่งที่เรียกว่า “สัตว์ อย่างเราเราเองหรือ”
น่าจะเปลี่ยนจาก Free TV เป็นช่อง Lakon(ลาก่อน) TV without variety.
triamboy คงชอบบทความนี้มากนะครับคุณekarid แก เมนท์ทีเดียว3อันรวดเลย ฮ่าๆๆ (จริงๆก็คงตรงใจเขาแหละครับ)
ปล. ผมคิดว่า เนื้อหาในคำสอนของท่านพุทธทาส เป็นอะไรที่เหมาะกับคนอย่าง triamboy แล้วล่ะครับ (ผมเคยอ่านเล่มบางๆเล่มสองเล่ม เท่านั้น ส่วนใหญ่จะหลับซะก่อน) เรียบง่าย ธรรมชาติ ธรรมดา ธรรมธาตุ ครับ
เอาล่ะ กลับมาสู่บทความของคุณ ekarid ผมก็คิดอย่างนั้นครับ คืออะไรที่มันสนุกล่องลอยมากเกินพอดีก็จะเกินขอบเขตของคลายเครียดกลายเป็นไร้สาระ ทุกวันนี้เราถูกยัดเยียดด้วยอะไรแบบนี้เยอะมากนะครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าคุณเป็นคนชั้นล่าง(อันนี้เป็นคนละเรื่องกับdemandไม่สิ้นสุดของtriamboy )
คนชั้นล่างได้รับการตอบสนองตามรสนิยมของเขา(อาจจะไม่ทุกคน)อย่างดี และมีทางเลือกน้อยเพราะไม่มีทรูวิชชั่น เช่นละครหลังข่าวช่องเจ็ด(ช่องสามว่าแย่แล้ว ช่องเจ็ดยิ่งแย่กว่า) หนังสือพิมพ์จำหน่ายมากที่สุดของประเทศ (อ้างอิงบทความเดิมของekarid) เพลงลูกทุ่งที่นับวันจะดิบ เลอะเลือนและไร้ความงามที่มีมาแต่ดั้งเดิม จาก ไหล่นี้อย่าให้ใครมากอด เป็น จั่งซี้มันต้องถอน และรายการวิทยุเกี่ยวกับกีฬา(พ่วงการพนัน)ที่มีให้ฟังทั้งวัน สิ่งเหล่านี้บั่นทอน ศักยภาพที่มีในตัวคนเหล่านี้ลง และ ทำให้คุณภาพของคนในสังคมไทยที่มีองค์ประกอบที่มากที่สุดเป็นคนชั้นล่างเลวลงด้วย
แล้วคนชั้นกลางล่ะครับ คนชั้นกลางก็ติดหนังเกาหลี ซีรี่ย์ต่างประเทศ ส่วนผู้ชายก็ดูบอลตาแฉะตั้งแต่หนึ่งทุ่มถึงตีห้า เด็กๆก็ติดเกมส์ออนไลน์ไม่เป็นอันเรียน(เกมส์พวกนี้มันสนุกจริงๆ และจะมีอะไรที่มาบังคับให้คุณเล่นต่อไปเรื่อยๆๆๆๆไม่จบ ผมต้องทำใจลบออกไปจากเครื่องเพราะว่ามันอันตรายแบบนี้แหละ)
เรื่องที่ดีก็มีนะครับ ผมว่าตอนนี้รายการข่าวและการพูดคุยข่าวก็ดูเหมือนว่าจะได้รับความนิยมและการตอบสนองมากขึ้น อย่างน้อยการเสพข่าวสารมากเกินจำเป็นก็ยังดีกว่าการเสพละครมากเกินจำเป็นล่ะครับ
ส่วนตัวแล้วไม่คิดว่าการแก้ไขที่การศึกษาจะเป็นตัวช่วยเพียงตัวเดียว อย่างที่triamboyกล่าวก็คือเรื่องของการคิดว่าประชาชนควรจะดูอะไร ผมคิดว่าต้องมีใครซักคนเป็นคนเข้ามาแทรกแซงบ้าง เพราะหากผลิตโดยอ้างออนดีมานด์อยู่นั้นก็เห็นแล้วว่าไม่ไปไหน หรืออาจจะเป็นการที่รัฐลดภาษีรายได้ หรือ ให้เงินสนับสนุนรายการที่น่าจะเป็นประโยชน์แล้วให้ต่อายุไปทุกสามเดือนจะได้ไม่มีปัญหาจริยธรรมบิดเบือน(moral hazard) ดีมั้ยครับ ทั้งนี้ก็ต้องคิดเผื่อถึงคนทั่วไปที่ไม่ได้มีทางเลือกเป็นเคเบิลทีวี ทรูวิชชั่นให้มากเพราะคนที่มีเคเบิล ก็สามารถมีทางเลือกในการเสพสิ่งดีๆได้เยอะกว่า(และสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ได้เยอะเหมือนกัน)
ผมอยากให้สังเกตุ คำว่าแก้กันที่การศึกษา ต้องแก้อย่างไรครับ มันฟังเหมือนง่าย แต่ไม่น่าจะง่ายขนาดนั้น น่าจะเป็นประเด็นให้ไปถกเถียงกันใน “กระทู้พูดคุยพิเศษ เรื่อง ความเห็นทั่วไปเรื่องการศึกษานะครับ” (คือถ้ามันทำได้ง่ายๆ ทำไมมันไม่ทำ)
เห็นความเห็นของเตรียมบอยก็นึกได้อยู่เรื่องหนึ่งเหมือนกัน อย่างเช่นเรื่องพุทธศาสนาที่เราเรียนในโรงเรียนครับ ไว้มีโอกาสจะคุย+บ่นกันครับ
ขอบคุณคุณekaridครับ ที่กลับมาเขียนบทความดีๆให้อ่าน หลังจากหายไปนาน การอ้างอิงข้อมูลจากหลายๆแหล่ง และ ตัวเลขประกอบนี่ดูดีมากเลยครับ น่าเชื่อถือมาก (แต่น่าจะเหนื่อย ผมเลยขี้เกียจอ่ะ ฮ่าาาา)
เป็นประเด็นที่ผมเคยติดตามในนสพ.กรุงเทพธุรกิจครับ น่าจะเป็นช่วงที่มีเด็กเลียนแบบเกม GTA เอามีดแทงคนขับ Taxi ตายกระมัง ถ้าจำไม่ผิด ซึ่งผมคิดว่าเป็นประเด็นนี้เป็นปัญหาใหญ่ระดับประเทศเลยนะครับสำหรับเรื่องนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กับเยาวชนกลุ่มที่ว่า “เด็กไทยอายุ 2-6 ปี 23.1 เปอร์เซ็นต์ดูทีวีอยู่, เด็กอายุ 7-12 ปี 29.5 เปอร์เซ็นต์ก็ดูทีวีเวลานี้เช่นกัน และสุดท้าย เด็กอายุ 13-19 ปี เกิน 50 เปอร์เซ็นต์ ก็ยังดูทีวีอยู่เช่นกัน” ด้วยวัยขนาดนี้ พวกเขาได้รับอิทธิพลจากสิ่งรอบข้างมากจริงๆ ถ้าพ่อแม่ผู้ปกครองยังไม่เปลี่ยนวิธีการใช้ชีวิต สภาพแวดล้อมของ”ละครน้ำเน่า”ที่ว่านี้ก็จะซึมซับเข้ามาในตัวเยาวชนเหล่านั้นโดยไม่รู้ตัว ยิ่งเดี๋ยวนี้”ละครน้ำเน่า”มันมีความรุนแรงมากขึ้น (ซึ่งอาจเป็นเพราะการพยายามเพิ่มความเข้มข้นของละครเพื่อดึงดูดและดัน Rating ของเจ้าของช่องทีวีให้เป็นที่ 1 เป็นการพิสูจน์ว่าช่องนั้นเป็นที่ 1 ใน”ธุรกิจ”ละครน้ำเน่า) เมื่อละครน้ำเน่าผนวกกำลังเข้ากับเกมและรวมทั้งโลกอินเทอร์เน็ต ทำให้เยาวชนไทยมีสภาพเป็นอย่างปัจจุบันนี้
การศึกษาคงเป็นต้นตอของปัญหาส่วนหนึ่ง แต่ผมเชื่ออีกประเด็นหนึ่งก็คือ วิถีชีวิตคนไทยที่ผูกพันมากับละครเหล่านี้ครับ
มีบ้านคนรู้จักผมเขาเคยเล่าให้ฟังว่า ถ้าเขามีลูก เขาจะไม่ซื้อทีวีมาตั้งไว้ในบ้าน เพราะกลัวลูกจะได้เสพสื่อที่ไม่มีประโยชน์ในไทย เอาเงินไปซื้อของเล่นที่ฝึกพัฒนาการสมองดีกว่า
…แต่น่าแปลก ที่ตอนที่ผมเขียนอยู่นั้น ผมเพิ่งดู”ละครน้ำเน่า”จบไปเอง…เหอะๆ
ผมเห็นว่า สื่อทีวีที่มีพัฒนาการในไทยนี้ เท่าที่เห็นชัดๆก็มีแค่การนำเสนอข่าวที่มีการพัฒนาให้น่าสนใจ มีความใกล้ชิดผูกพันมากขึ้นมาก ทำให้ผมรู้สึกว่า การดูข่าว มันสนุกจริงๆนะครับ (อาจเป็นเพราะการเจริญเติบโตของวัยของผมด้วยที่ทำให้สนใจสิ่งเหล่านี้มากขึ้น) นอกจากนี้ ผมยังนึกไม่ออก
อ้อ ตอนนี้ผมว่า ไทยทีวี เป็นช่องทีวีที่ดีมากเลยนะครับ ที่ติดใจเลยก็คือรายการ สหเฮ็ด ที่ออกอากาศช่วงบ่ายวันอาทิตย์ครับ แล้วก็รายการเพลงผมก็ชอบเหมือนกัน
“เพลง “ดี” ก็คือเพลงที่ดี ไม่ใช่เพลงค่ายเลิฟอีส สมอลล์รูม ไม่ใช่เพลงคลาสิก ไม่ใช่ดนตรีแจ๊ซ” ชอบประโยคนี้มากครับ ผมสนับสนุนแผ่นแท้มาโดยตลอด ก็พอจะรู้และพอจะตอบตัวเองได้ว่า แผ่นที่ซื้อมาแผ่นไหนคุ้มค่ากับเม็ดเงินที่เสียไป ก็มีแผ่นเพลงจะทุกค่ายครับที่ผมชอบผมไม่ชอบ ทั้งค่ายใหญ่ค่าย Indie อะไรก็เป็นไปได้หมดครับ
แต่ผมว่าส่วนหนึ่งที่เพลง”ดี”หดหายตายจากลงไป อาจเป็นเพราะพฤติกรรม “โหลดบิทดีกว่า”, “ไรท์ให้หน่อยดิ”, “โหลดเว็บไหนว่ะ”, “ขอดูดหน่อยดิ” ค่ายที่ตั้งใจผลิตผลงานดีๆก็เลยไม่มีเงินทุนไปพัฒนาเพลง”ดี”กระมังครับ
ว่าอีกแล้วก็ เห็นว่าคุณ ekarid น่าลองขยายส่วนต่อของบทความนี้
ในรายละเอียด ทีละประเด็น
เนื่องจากผมเห็นว่างานเขียนของคุณน่าสนใจ ดูมีชีวิตชีวา
จากการเฝ้าสังเกตความเป็นไปของสังคม (สื่อนำพฤติกรรม) หรือเปล่า?
เฝ้าติดตามงานเขียนต่อไปครับ
ขอบคุณสำหรับทุก ๆ comment ครับ
และขอบคุณ triamboy เป็นพิเศษ ที่ comment กันซะหลาย byte มาก อาจมากถึงประมาณ 1.12 megabyte เลยทีเดียว
555