triamboy
หลายครั้งหลายคราที่ผู้เขียนได้มีโอกาสพบปะผู้คนหลากหลายรูปแบบ ทั้งในบริบทของรายได้ ภายใต้มิติทางเศรษฐกิจ บริบทความสัมพันธ์ระหว่างสัตว์สังคม ภายใต้มิติทางสังคม หรือแม้กระทั่งบริบทขอบทบาทหน้าที่ในระบอบการปกครอง ภายใต้บริบทของการเมือง ในโอกาสต่างต่าง, พบว่า ภายใต้ความแตกต่างของเนื้อหาของการสื่อสารระหว่างกันที่มีความแตกต่างในรายละเอียด กลับมีจุดร่วมทั่วไปที่เหมือนกัน. แน่นอนว่าจุดร่วมที่ว่านี้ เกือบเสียทั้งหมดแล้วเกี่ยวข้องกับการกระทำกิจกรรมทางสังคม เศรษฐกิจ ,และการเมืองภายในขอบเขตที่ตั้งภูมิศาสตร์ที่เรียกว่า “ราชอาณาจักรไทย”.
ในความเป็นจริงที่เห็นได้ชัดตั้งแต่อดีตจนถึงเท่าทันปัจจุบัน, จุดร่วมนานาที่ว่านี้มีลักษณะ (dominant characters) กำหนดที่เด่นชัดคือ “มีความแดกด่วน” เป็นตัวกำหนดสำคัญ หรือในทางเทคนิค หรือทางวิชาการแล้วเรียกว่า ”สายตาสั้น”, วิสัยทัศน์สั้น, หรือความเป็นเหตุเป็นผลในขอบเขตที่จำกัด. มากกว่านั้นดุลยภายความแดกด่วนจะเกิดขึ้นเสียไม่ได้, หากไม่มีเงื่อนไขของผู้ผลิต และผู้บริโภคความแดกด่วน รวมถึงตลาดสำหรับแลกเปลี่ยนความแดกด่วน. แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าสินค้าในตลาดจะมีเพียงสินค้าที่มีลักษณะของความแดกด่วนเสียอย่างเดียว รวมถึงไม่ได้หมายความว่าความต้องการบริโภคและผลิตต่อสินค้าจะถูกกำหนดจากตัวแปรระยะสั้นแต่เพียงอย่างเดียว.
เป็นที่คาดไม่ถึงเลย, ถ้าสินค้าที่มีความแดกด่วนจะไม่ได้เป็นตัวเลือกเพียงอย่างเดียวภายในตลาด, แล้วปัจจัยอะไรมากกว่านั้นที่ทำให้เกิดดุลยภาพของการรังสรรค์ และรังแต่จะบริโภคสินค้าที่มีความแดกด่วนนี้. จึงเห็นได้อย่างแจ่มแจ้งชัดเจน, ความเป็นไปได้ของตัวกำหนดดุลยภาพตลาดมากที่สุด คือ ความต้องการรังสรรค์ และรังแต่บริโภคของทั้งผู้ผลิต และผู้บริโภคตามลำดับ. ดังนั้น ตัวการสำคัญของดุลยภาพที่มีความแดกด่วน คือ ตัวกำหนดความต้องการต่างต่างของผู้บริโภค และผู้ผลิต.
หากเริ่มพิจารณาในรายละเอียดแล้ว, ตัวกำหนดความต้องการผู้บริโภคนั้นมีมากมายโดยสามารถแบ่งได้เป็นสองกลุ่มใหญ่ คือ ๑.) ปัจจัยเชิงปริมาณ, อาทิ รายได้หลังหักภาษี, ราคา, เป็นต้น, ๒.) ปัจจัยเชิงคุณภาพ, ยกตัวอย่างเช่น รสนิยม, ความจำเป็น (การอยู่รอดไปวันวัน), เป็นต้น. ในขณะเดียวกันนั้นไม่แตกต่างกัน, ปัจจัยกำหนดความต้องการของผู้ผลิตสามารถถูกแบ่งได้เป็นสองส่วนใหญ่ๆได้เช่นเดียวกัน ดังนี้ ๑.) ปัจจัยเชิงปริมาณ เช่น ต้นทุนการผลิต, ต้นทุนการบริหารจัดการ, ราคา, เป็นต้น, ๒.) ตัวกำหนดเชิงคุณภาพ สามารถถูกแสดงตัวอย่างได้ อาทิ ขีดความสามารถในการแข่งขัน, สภาพดินฟ้าอากาศ, จำนวนผู้ผลิต, เป็นต้น
ในขณะเดียวกันนั้น, ตัวแปรที่ถูกแยกออกเป็นสองกลุ่มใหญ่ข้างต้น, สามารถถูกแบ่งออกเป็นสองกลุ่มใหญ่ภายใต้บริบทของเวลาได้เช่นเดียวกัน, คือ ตัวแปรระยะสั้น และปัจจัยระยะยาว. สำหรับส่วนแรกนั้นเป็นตัวแปรที่เกี่ยวข้องกับระยะเวลาน้อย คือ สองถึงสามปีเป็นอย่างมาก, แต่ส่วนใหญ่แล้วเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงที่น้อยกว่าหนึ่งปี. ตัวอย่างสามารถถูกแสดงได้ดังนี้ ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ, อัตราดอกเบี้ย, การประท้วงของประชาชน, การร่วมมือจากเจ้าหน้าที่รัฐ, การจัดงานประเพณี, การร่วมงานศพ, เป็นต้น. ในส่วนหลังแล้วเกี่ยวข้องกับระยะเวลาที่ยาวนานพอที่จะสามารถมองเห็นพัฒนาการ, ทิศทาง, หรือแนวโน้ม, กล่าวพอให้เห็นจับต้องได้คร่าวคร่าวว่า ควรจะมากกว่าสี่ห้าปีเป็นต้นไป. วัฏจักรธุรกิจ, วัฏจักรปิโตรเคมี, ทิศทางเงินเฟ้อ, แนวโน้มความสัมพันธ์ระหว่างปัจเจกบุคคล, พัฒนาการประเพณี และงานข้องเกี่ยวทางวัฒนธรรม, ทั้งหมดนี้สามารถกล่าวได้ว่าเป็นตัวอย่างของปัจจัยระยะยาว. มากกว่านั้น, เห็นได้ชัดเจนว่าภายใต้การพิจารณาปัจจัยภายใต้มิติของเวลา, ตัวแปรต่างต่างมีทั้งที่ข้องเกี่ยวกับเชิงปริมาณ และเชิงคุณภาพ.
จากข้างต้น, ตัวกำหนดความต้องการนั้นภายใต้การพิจารณาของบริบทเวลา ทั้งตัวแปรระยะยาว และระยะสั้น, โดยที่ปัจจัยเหล่านี้ทุกตัวมีบทบาทมากน้อยตามแต่ละหน่วยการกระทำกิจกรรมทั้งทางสังคม, เศรษฐกิจ, และการเมือง. สำหรับในสังคมหนึ่งหนึ่ง, หน่วยการตัดสินใจบางส่วนมีการให้น้ำหนักในการกำหนดความต้องการกับปัจจัยใดปัจจัยหนึ่ง หรือเพียงสองสามตัวแปรมากกว่าปัจจัยอื่นอื่น. ดังนั้นการให้นำ้หนักที่ไม่เท่าเทียมกันนี้เองระหว่างปัจจัยต่างต่าง ให้ผลลัพธ์โดยตรงต่อการกระทำกิจกรรมนั้น. ในรายละเอียดแล้ว, ถ้าหน่วยการตัดสินใจนั้น, ทั้งปัจเจกบุคคล และเครือข่าย, ให้ความสำคัญกับปัจจัยระยะยาวมากกว่าปัจจัยระยะสั้น, ผลลัพธ์ที่ได้จะเป็นผลของปัจจัยนั้น. ตัวอย่างเช่น, ถ้าหน่วยการตัดสินใจนั้นคือพ่อ และแม่, ผู้ปกครอง, ที่มีต่อการเลี้ยงดูลูกในวัยเด็กอายุต่ำกว่า 7 ขวบ หรือปฐมวัย, ให้ความสำคัญของความสะดวกสบายของลูก มากกว่าการศึกษา หรือพัฒนาการการเรียนรู้ของลูก, ผลลัพธ์ที่ได้จะเป็นผลจากความสะดวกสบายที่ให้แก่ลูกเป็นส่วนใหญ่ (ในรายละเอียดของการเลี้ยงดูลูกในบริบทของปัจจัยเกี่ยวข้องกับเวลา, ปัจจัยระยะสั้น สามารถยกตัวอย่างได้เช่น อาหาร, ความสะดวกสบาย, ความอบอุ่นในแต่ละวัน, เป็นต้น. อีกส่วนหนึ่ง, การเรียนรู้ทางวิชาการ, การเรียนรู้ทางโลก, พัฒนาการทางกายภาพเด็ก, พัฒนาการทางสมอง, เป็นต้น สามารถเป็นตัวอย่างของตัวแปรระยะยาว.
นอกเหนือจากการให้ความสำคัญของปัจจัยแล้ว, ความแนบแน่นต่อการให้ความสำคัญปัจจัยในการดำเนินกิจกรรมต่างต่างกระทบต่อผลลัพธ์ในระยะยาว, ซึ่งมีคุณลักษณะของพัฒนาการ, แนวโน้ม, หรือทิศทาง. ผลที่ได้รับ, แน่นอนว่า, สามารถแยกได้เป็นสองส่วนกว้าง คือ ผลลัพธ์ที่มีแนวโน้มที่ชัดเจน และผลลัพธ์ที่มีทิศทางไม่ชัดเจน. ในทางกลับกัน, กล่าวได้ว่าเป้าหมายในระยะยาวได้ถูกบรรลุ สำหรับผลลัพธ์ที่มีแนวโน้มที่ชัดเจน, และสำหรับผลลัพธ์ที่มีทิศทางไม่ชัดเจน กล่าวได้คือเป้าหมายระยะยาวไม่ได้รับการบรรลุ.
ด้วยการเปลี่ยนแปลงในกิจกรรม, พฤติกรรม, นานาในโลกทุกวันนี้, ที่มีแนวโน้มความเร็วที่เพ่ิ่มมากขึ้น, ส่งผลให้วัฏจักร, พัฒนาการ, และทิศทาง, มีช่วงระยะเวลาที่สั้นลง ดังนั้น กรอบการพิจารณาปัจจัยภายใต้บริบทของเวลาต้องเปลี่ยนแปลงไปในอนาคตอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้. และก่อนที่จะดำเนินต่อไป, ขอทำความเข้าใจเบื้องต้นเกี่ยวกับผู้นำ และผู้ตามอย่างทั่วไป. เริ่มต้น, ผู้นำ คือ (กลุ่ม)ผู้ที่มีอำนาจในการต่อรองสูงกว่าในตลาดหนึ่ง, ที่เกิดจากการสะสมทุนในการต่อรอง ทั้งเงินทุน, ทุนอสังหาริมทรัพย์, ทุนสังหาริมทรัพย์, ทุนปัญญาคน, ทุนอำนาจรัฐโดยเจ้าหน้าที่รัฐ, ทุนอำนาจรัฐโดยทหาร, ทุนอาวุธ, ทุนอำนาจรัฐโดยตำรวจ (บังคับใช้กฎหมายในทางผิด), ทุนอำนาจรัฐโดยตุลาการ (เอาผิดในทางที่ผิด เอาถูกในทางที่ผิด), ทุนอำนาจรัฐโดยฝ่ายบริหาร (การจัดสรรทรัพยากรรัฐ), ทุนอำนาจรัฐโดยนิติบัญญัติ, และทุนโดยคน (รวบรวมจำนวนคน). ส่วนหลัง, ผู้ตาม คือ (กลุ่ม) ผู้ที่มีอำนาจในการต่อรองต่ำกว่าในตลาดหนึ่ง.
จากที่กล่าวมาข้างต้นทั้งหมด, ทั้งสินค้าในตลาด, ความต้องการผู้บริโภค, ความต้องการของผู้ผลิต, และความแนบแน่นต่อดุลยภาพ, ล้วนส่งผลให้เกิดรูปแบบของกิจกรรมทางสังคม, เศรษฐกิจ, และการเมืองต่างกันไป.
เป็นที่น่าอัศจรรย์ใจอย่างยิ่งตามความเห็นของข้าพเจ้า, การผลิตสิ่งแดกด่วนโดยผู้นำ และการสมยอมแดกด่วนโดยผู้ตามได้ปรากฎในสังคมไทย. ในการพิจารณารายละเอียด, ดุลยภาพที่มีลักษณะความแดกด่วนในที่ตั้งภูมิศาสตร์ประเทศไทยนั้น เป็นการพบกันพอดีของผู้นำที่ผลิตสิ่งแดกด่วน และผู้ตามที่สมยอมบริโภคความแดกด่วน. มากกว่านั้น, ทั้งผู้ผลิต และผู้บริโภคยังมีความแนบแน่นต่อดุลยภาพแดกด่วนอย่างชัดเจน.ไม่ง่ายนัก, ทุกอย่างมาเจอกันพอดี จนหล่อหลอมเป็นความเป็นไปในที่ตั้งประเทศไทย.
ในเบื้องลึกและกว้างขึ้น, สิ่งที่ต้องทำความเข้าใจก่อนคือ ความตรงกันของความต้องการ และความสนใจ คือ ความแดกด่วน. สาหตุพื้นฐานหลักมาจากความที่ชนส่วนใหญ่ในที่ตั้งประเทศไทยมีวิสัยทัศน์สั้น (ว่าไปแล้วชนส่วนใหญ่สามารถเห็น คาดการณ์วิสัยทัศน์ทั้งไกล และสั้น, แต่กลับเลือกกระทำตามวิสัยทัศน์ที่สั้น, ซึ่งสุดท้ายแล้วเป็นคนที่มีวิสัยทัศน์สั้นนั่นเอง). การมีวิสัยทัศน์ที่สั้น สามารถกล่าวในรายละเอียดได้ อาทิ เห็นแก่ความสนใจระยะสั้นมากกว่าความสนใจระยะยาว,เห็นแก่(กลุ่ม)ตนเองก่อนหน้าที่ บทบาท, เห็นแก่เผด็จการมากกว่าเสรีภาพ, เห็นแก่รูปธรรมมากกว่านามธรรม, เห็นแก่ค่านิยมในผลลัพธ์มากกว่าค่านิยมกระบวนการ อาทิ เห็นแก่เกียรติการเรียนหมอ, วิศวกรรม, ซึ่งในรายละเอียดที่มาอาจเกิดจากความต้องการหมอ และวิศวกรจำนวนมาก แต่ใช้กลวิธีผ่านค่านิยมที่ไม่สมควร, มากกว่าอาชีพอื่น, ที่ในบางครั้งผู้ประกอบอาชีพนั้นได้กระทำโดยสุจริตใจ, โดยเสรีภาพทางจิตใจ, ตามความต้องการทางจิตใจ, เห็นแก่ความสงบมากกว่าความขัดแย้งที่ไม่ได้รับการจัดการ, เห็นแก่ความสำเร็จมากกว่าให้โอกาสความล้มเหลว, เห็นแก่ความผิดเบื้องหลังมากกว่าเบื้องหน้า, เห็นแก่ความชอบเบื้องหน้ามากกว่าเบื้องหลัง, เป็นต้น. มากกว่านั้น, ความสมยอมต่อค่านิยมเหล่านี้ยังฝังรากลึกในสังคมที่ตั้งประเทศไทย, มากจนสร้างความแนบแน่นต่อดุลยภาพต่อสิ่งแดกด่วนเรื่อยมา.
ข้าพเจ้า, ผู้เขียน, มีความจริงใจอย่างยิ่งที่ต้องการเขียนบทความนี้ในจุดประสงค์เพ่ือให้เพื่อนร่วมโลก,ผู้ที่สนใจ, ได้อภิปราย ได้นำเสนอ และแลกเปลี่ยนสิ่งที่แดกด่วนในสังคมไทยให้มากที่สุดเท่าที่เป็นไปได้. หลังจากนั้นคาดว่าจะได้ทำการช่วยสังเคราะห์ วิเคราะห์ต่อไปในรายละเอียด และสามารถนำไปสู่ข้อสรุปที่เหมาะสมต่อไปได้.
ดรรชนีคำศัพท์ในกลุ่มเดียวกัน
แดกด่วน : ขอไปที, ให้เสร็จเสร็จไป
สายตาสั้น : วิสันทัศน์สั้น, เหตุผลที่มีอยู่อย่างจำกัด
สมยอม : เห็นแก่
พัฒนาการ : ทิศทาง, แนวโน้ม, การพัฒนา, วิวัฒนาการ
อืมม, หลังจากประชาธิปไตยแดกด่วน และ ทฤษฎีความรักแดกด่วน ได้ถูกนำเสนอไปแล้วในเบื้องต้น (ในบทความของนักเขียนคนอื่นๆ) ก็ถึงคราว จาน’เต้ นำเสนออะไรชี่มันแดกด่วนบ้างแล้วซินะ เหอะๆๆๆ… ตอนแรกนึกว่าจาน’เต้ จะมาสรุปบทเรียนเกี่ยวกับการแดกด่วน ไปๆมาๆ จานกลับทำหนังม้วนยาว ทิ้งเรื่องราวไว้เป็นปมเผื่อต่อภาคสอง ภาคสาม ซะนี่ เหอะๆๆ
โดยสรุป ผมจับประเด็นเร็วๆ(แดกด่วนๆ)จากบทความ เต้ได้ว่า… คนเราสายตาสั้น (Myopia) มันทั้งคนขายนโยบาย และ คนซื้อนโยบายนั่นหละ เพราะงั้นอย่าโทษมันนักเลย ดูๆไปก็สมกันดั่ง กิ่งไผ่กับใบพุทรา, (คงมีประเด็นอื่นที่เต้พยายามจะสื่อสาร ทว่าผมอยากยกมาแค่เรื่องนี้ คนอื่นสนใจส่วนไหนยิบออกมาเป็นส่วนๆกันเองละกันค้าบบบ)
เรื่องของความสายตาสั้น ของสังคมไทย (อันที่จริงผมเชื่อว่ามันเป็นกันทั้งโลกนั่นหละ ไอ้ที่ว่าสายตาสั้นเนีย) ผมคิดว่า ถ้ากล่าวกันอย่างแฟร์ๆ มันก็ดูสมเหตุสมผลดีทีเดียวที่จะสายตาสั้นนะ ผมเรียกคนเหล่านี้ว่าพวก near rationality คือแม้มันจะดูไม่มีเหตุผลก้ตาม แต่ถ้าพิจารณาจริงๆแล้วมันก็เกือบจะมีเหตุมีผล หรือ อย่างน้อยก็เข้าใจได้ว่าเหตุใดเขาจึงตัดสินใจเช่นนั้น, เหตุผลที่คนสายตาสั้นเพราะเหตุต่อไปนี้ครับคือ….
๑. บางเรื่องที่เราว่า “มีเหตุผลสัมบูรณ์ (Perfect rationality + foresight)” นั้นมันซับซ้อนเกินขีดความสามารถที่จะคำนวณได้ด้วย “สามัญวิชชา” เหมือนต้องไต่กะไดไปคิดคำนวณ เมื่อเป้นเช่นนี้ คนทั่วๆไป (ผมเองก็ด้วย) เลยมักต้องสวมวิญญาณ อ.ยิ่งศักดิ์ สอนทำกับข้าว (อ. แกไม่เคยมีสูตร เวลาสอนกี่ทีเห็นแกก็บอกให้คุณแม่บ้าน “กะๆเอา” ตลอด, 555)
๒. Preference หรือ รสนิยม ของคนเราเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ดังนั้น การวางแผนที่ยาวนานเกินไปจึงมักประสบกับความทุกข์ และ ล้มเลวทางความรู้สึกเสมอ, เหมือนที่นักเขียนท่านหนึ่งซึ่งผมจำไม่ได้ว่าชื่ออะไร (แต่ถูกนำมาเล่าซ้ำโดย อ.ไมเคิล ไรท์) กล่าวไว้ว่า “คนเรามักสะดุดปะความสุขโดยบังเอิญ มากกว่าที่จะค้นพบมันด้วยความจงใจ” ในมิตินี้ การดำรงอยู่ของเราไปแบบ สั้นๆ วันๆ บางที่อาจทำให้ความสุขสุทธิของเรา สูงกว่าการดำเนินชีวิตแบบคนมองไกลก็เป็นได้นะครับ (ไม่รู้แน่เพราะผมก็กะๆเอา)
๓. ไม่รู้ว่าจะแทรกตรงไหนเลยเอามาเป้นข้อสาม, อ.อัมมาร สยามวาลา ท่านเคยกล่าวในการมาบรรยายที่คณะเศรษฐศาสตร์จะฬาฯ อยู่ครั้งหนึ่งว่า นักเศรษฐศาสตร์บางที แม้จะรู้เทคนิควิธีในการคำนวณที่แพรวพราวเพียงใดก็ตาม (อาทิ การคำนวณดุลยภาพทั่วไป หรือ General equilibrium method เป็นต้น) ทว่า ท้ายสุดเราก็ควรไปไกลเพียง การวิเคราะห์แบบแยกส่วน (Partial derivative analysis) เท่านั้น
กล่าวคือ, ควรให้ตัวแปลอื่นคงที่ แล้วเปลี่ยนทีละตัวแปล เพื่อสังเกตซึ่งปรากฏการณ์ที่เราสนใจ ทั้งนี้ผมตีความต่อยอดไปจากข้อเสนอของท่าน อ.อัมมารว่า ที่ท่านพูดเช่นว่านี้ ก็เพราะ แม้เราจะคำนวณได้แม่ยำ มองไกล และ เป้นเหตุเป้นผลเพียงใด บางครั้งคำตอบก็คลาดเคลื่อนจากกันไม่มากนัก(เมื่อเทียบกับการคำนวณแบบมองสั้นๆ) แต่การอธิบายถึงกระบวนการให้ได้มาซึ่งคำตอบนั้นยากต่างกันมาก สุดท้าย การคิดคำนวณอย่างมองไกล และ เป้นเหตุเป้นผลจึงมักไม่ได้รับการยอมรับจากสังคม เพราะมันยากเกินที่จะเข้าใจที่มาของคำตอบนั้นนั่นเอง
อืมม, เมื่อเราอธิบายถึงปรากฏการณ์การสายตาสั้นได้ดังนี้ ผมคิดว่าโจทย์ที่สำคัญที่เราต้องขบกันต่อคือ “ในเมื่อความจริงเป้นเช่นนี้(คนสายตาสั้นกันทั่วบ้านทั่วเมือง)แล้ว เราควรจะตอบโต้กับมันอย่างไร?”
ข้อ๑) เฉยๆไว้อธิบายได้เข้าใจแล้วจบ นอนหลับฝันดี (เหรอ?) หรือ
ข้อ๒) เราต้องเปลี่ยนแปลงมัน ทำให้คนมองไกลขึ้น-ฉลาดขึ้น (เหรอ?)… ทามกันไปเถอะครับ อนุโมธนาในความดีที่คุณได้ทำ (อันนี้ไม่ใช่ประชด จากใจทีเดียวมันคือสิ่งที่ควรทำ และ ต้องมีใครซักคนเสียสละจะทำและเรียกร้อง)
ทว่าในฐานะนักศรษฐศาสตร์, ผมเลือกที่จะทำ ข้อ๓) คือว่างกติกาสาธารณะ หรือ ไปเปลี่ยน rule of game อย่างไรให้คนที่แม้จะสายตาสั้น แต่กลับแสดงพฤติกรรมเยี่ยงคนสายตายาว เช่น แทนที่เราจะพยายามเปลี่ยนความมีหิริโอตะปะของคนขับรถไม่ให้เสนอสินบนแก่เจ้าพนักงานเมื่อโดนจับเพราะฝ่าไฟแดง เราก็ใช้กรณีของกล้องอัตโนมัติตามแยกสำคัญ
จนเมื่อคนขับฝ่าไฟแดงรับรู้โดยทั่วไปว่ากล้องอัตโนมัติไม่เคยประณีประนอม และ ยอมรับสินบน… ไม่ว่าผู้บัญชาการตำรวจจะนั่งเบนซ์ผ่าน หรือ ขอทานถีบซาเล้งฝ่าไฟแดงมันถ่ายภาพหมด สุดท้ายคนก็จะไม่ฝ่าไฟแดง (เสมือน)คนมีศีลธรรมอันดี และ เคารพกฎหมายนั่นเอง
คุณละเลือกข้อไหน?
ปล. มันไม่มีผิดไม่ต้องกลัว ช่วยกันตอบหน่อยแล้วกัน นึกว่าปั่นกระทู้ให้เต้ อิอิ
ฮ่า ฮ่า อ่านยากเหมือนเดิม
ไม่รู้ไปเอาวิธีเขียนแบบนี้มากจากไหน น่าตีจริงๆ (ด้วยความเคารพ ผมรู้สึกหายใจทั่วท้องมากขึ้นเมื่ออ่านจบ แต่ยังไม่ทั้งหมดเพราะยังไม่เข้าใจ ฮ่า ฮ่า)
เข้ามาบอกว่า อ่านแล้ว
ไว้มาต่อครับ
วันนี้ได้ดูรายการแกะรอยมา เค้าก็ตามแกะรอยป่าไม้เมืองไทยที่ถูกทำลายในเขตแม่ฮ่องสอน ดูไปก็หงุดหงิด เปลี่ยนช่องแล้วก็กลับมาดูใหม่ สุดท้ายก็เลยดู
เนื้อเรื่องก็ไม่มีอะไรมาก เหมือนสมัยเด็กๆที่เรียนกัน แน๊ะ!!! เด็กยังรู้
ก็คือมีตานายทุน เป็นตัวละครหลัก อยากได้พื้นที่ทำรีสอร์ท ก็เชียร์ให้ ชาวบ้านตาดำน่าสงสารเป็นตัวละครที่สอง ไปหักร้างถางพง แล้วก็เอากะเหรี่ยงพม่าล่วงละเมิดอธิปไตย(จะบอกว่ากะเหรี่ยงพม่าก็ไม่ถูกเพราะพม่าไม่รับกะเหรี่ยง กะเหรี่ยงก็ไม่เอาพม่า) เป็นตัวละครที่สามมาช่วยกันสุมไฟที่โคนต้น ให้ต้นตาย แล้วก็ตัดไม้ เอาไม้ข้ามแดน แปรรูป ส่งกลับมาขาย มี นายตำรวจป่าไม้เป็นตัวที่สี่คอนไล่จับ แล้วก็จับไม่ทันเพราะ”กำลังน้อย” (ก็อาจจะจริง) แล้วก็นักการเมืองท้องที่เป็นตัวที่ห้าคอยอำนวยความสะดวกเมื่อต้องการ(บางทีก็คนๆเดียวกันกับนายทุน) แล้วก็ต้มยำทำแกงร่วมมือกันเอาพื้นที่เสื่อมโทรมมาวางแทนป่า อ่า พอเกิดพื้นที่เสื่อมโทรมขึ้นแล้วทำไง ก็ไปขอเอกสารสิทธิ์บอกจะเอามาเป็นพื้นที่ทำกิน ถ้าไม่ได้ ก็ประท้วง งอแงๆๆๆๆ เดี๋ยวก็มีคนเอาเชื้อมาเติม กดดันรัฐบาล สุดท้ายก็ต้องให้จะได้เงียบๆ แล้วไง เอาที่ดินไปทำกินจริงๆมั้ย เปล่า เอาไปขายนายทุนราคา แน่นอน ถูกเหมือนขี้(ในมุมมองนายทุน) แล้วทุกอย่างก็เริ่มต้นใหม่อีกครั้งๆๆๆ
คำถามก็คือใครชุ่ย-มักง่าย (แดกด่วน) ใครเลว ใครโง่ ใครได้ ใครเสีย ใครไม่ทำอะไร ใครไม่รู้ ใครผิดโดยสุจริต ใครเห็นแก่ตัว ใครรักประชาชน ใครบ่น ใครใครใครใครใครทำอะไรจริงจัง? …………….ทำไมมันไม่มี? หรือไม่ค่อยมี?
แล้วเราก็เห็นเรื่องแบบนี้ทุกๆที่ ไม่ใช่แค่นโยบายชุ่ย ทั้งเรื่องป่า เรื่องน้ำ(ประเทศไทยมีโรงบำบัดน้ำเสียที่ใช้ได้กี่ที่ ช่วยบอกผมที แล้วมาบ่นว่าน้ำเจ้าพระยาเน่า) สิ่งแวดล้อม ยาเสพติด ราคาผลผลิตทางการเกษตร ผู้มีอิทธิพล ขอทาน รถเมล์เขียว(หรืออันนี้อาจจะลดลง ไชโย!) แม้กระทั้ง สงคราม และ โลกร้อน นักการเมือง นายทุน ขุนนาง ชาวบ้าน ผมเอง อยู่ที่มากน้อยในแต่ละเวลา
การจะอธิบายแบบนี้มันก็อธิบายได้ทุกแบบน่ะแหละ นักเศรษฐศาสตร์ก็อาจจะบอกว่าสายตาสั้น ก็มาจากความมีเหตุมีผล มันก็หาอะไรมาอธิบายได้เยอะแยะว่าเหตุผลนั้นมันเกิดจากอะไร
จิตวิทยา ก็จะอธิบายได้แบบหนึ่ง ศาสตร์นู้นก็แบบหนึ่ง ศาสตร์นี้ ก็แบบหนึ่ง แต่ที่สุดแล้วมันก็อาจจะเป็นแบบนี้
(เสนอ) มนุษย์ก็เหมือนสัตว์โลกที่เห็นแก่ตัวตัวหนึ่ง ถ้าจิตใจเหมือนสัตว์คือเห็นแก่ตัวภายในชีวิตขณะหนึ่ง(เรา) อะไรมากระทบให้มันเห็นแก่ตัวมากขึ้น(อยากได้ทีวี(สมมุติ)-คนมาชวนให้ขโมย) ถ้าจิตใจภายในมันพ่ายแพ้ มันก็เกิดการกระทำขึ้น(ขโมย) เมื่อเกิดการกระทำแล้ว เมื่อมันเป็นโทษแก่ส่วนรวมแล้ว คนที่เห็นอยากจะห้ามก็ทำได้ระดับหนึ่งที่จะไม่เดือดร้อนตัวเอง ถ้ามากกว่านั้น อะไรที่ทำให้เห็นแก่ตัวก็จะมาบอกให้หยุดเสีย(ธรรมดา) มันก็เท่านั้นเอง
ดังนั้นจะหยุด ก็ต้องทำในทุกขั้นตอนนั่นแหละ
คือ 1. มีกติกา(กฎหมาย) 2. บังคับใช้(รัฐบาล-ตำรวจ-ผู้มีอำนาจ) 3. กำจัดสิ่งเร้าภายนอก(ระบบอิทธิพล) 4. คุ้มครองคนดี-ยกย่องคนดี(ระบบคุ้มครองพยาน) 5. เพิ่มเกราะป้องกันภายใน(ระบบศาสนา-และการศึกษา) 6. สุดท้ายคือ “ความศรัทธา”ในอะไรซักอย่าง มั้งครับ
คนโง่ๆ ที่เอาแต่บ่น ก็คงคิดได้เท่านี้ครับ
ปล.*บางคนอาจจะบอกว่าแดกด่วนดีแล้ว เพราะมันแสดงถึงแนวคิดของ ผลประโยชน์ เป็นเหตุเป็นผล แต่ทำไมผมเลือกเห็นแก่ตัว ซึ่งเป็นเรื่องที่อยู่ในระดับศีลธรรมมากกว่า เพราะผมคิดว่า มันจะช่วยอธิบายในอีกแง่หนึ่ง และให้คำตอบเพิ่มเติมได้ (บางคนคิดว่าเหมือนกัน ก็ โอเค๊) ระบบincentiveคงช่วยไม่ได้ทุกจุด อุดไม่ได้ทุกรอยรั่ว ถ้าคนมันจะโกง เลือดขึ้นตา อัตตาเข้าเส้น ก็ต้องหาทางมาได้อยู่ดี ไม่อย่างใดก็อย่างหนึ่ง ถ้าทำได้ คนตอนนั้นก็คงไม่ค่อยเหมือนมนุษย์ในแง่ที่ว่าขาดหัวใจด้านหนึ่งนั้นไปแล้ว
่ชีวิตเราไม่ได้มีแต่ ต้นทุน ผลประโยชน์ในระยะสั้น ระยะยาว หรือแม้กระทั่งหลังความตาย คนเรามีหัวใจ มีความเชื่อ มีน้ำใจอีกมากมาย มีการกระทำที่ทำเพราะเชื่อว่าดี ไม่ได้คิดว่าจะได้อะไร ลูกหลานจะได้อะไร คนที่รักจะได้อะไร อะไรที่รักจะได้อะไร หรือ ตายไปแล้วจะได้อะไร หรือแม้กระทั่งรู้สึกสบายใจดี แต่เพราะ มันดี ในแบบ คุณลุงในเรื่อง”คนปลูกต้นไม้”คนนั้นนะครับ
ทุกอย่างมันก็ผสมๆกันในคนนี่แหละ
ขอบคุณเต้สำหรับบทความนี้มากครับ ผมว่าถึงแม้รูปที่ถ่ายมาหลายๆอันจะสวย แต่ผมชอบ”แบบนี้”มากกว่า
แล้วมีอะไรจะมาบ่นใหม่ครับ
“ถ้าเรายอมเชื่อและยอมรับทั้งหมด เราก็ยังคงเป็นแบบสังคมไทยๆ ต่อไป คือ เราจะให้อภัยซึ่งกันและกันต่อไป”
“เป็นธรรมชาติของคนไทยและเราก็จะลืมไป แล้วก็จะให้อภัย แล้ววันดีคืนดีก็มาคุยอย่างนี้อีก และก็มีข้อเสนออย่างนนี้อีก”
สุทธิชัย หยุ่น, ๒๘ พฤษภาคม ๒๕๓๕, วิกฤตการณ์สื่อมวลชนไทย, หอประชุมจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
จากการอ่านหนังสือเก่า, วิกฤตการณ์สื่อมวลชนไทย, ที่ซื้อมาจากสนามหลวงในราคา ๑๐ บาท.