สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ ๑๒ มกราคม ๔๒ มีผู้อ่านของ bordeure ท่านหนึ่งเขียมาว่า อยากอ่านบทความที่ผมเขียนถึงเรื่องสื่อ (แม้จะนานมากแล้วแต่ยังไม่ลืมนะ เหอะๆๆ), ว่าไปแล้วในฐานะที่ผมเป้นสภาผู้ชมผู้ฟังรายการทีวีไทย, อดีตพิธีกรรายการทีวีและนักข่าวจำเป็นช่วงเวลาสั้นๆ รวมถึงทำงานที่ปรึกษาให้บริษัทผลิตสื่อรายการทีวีวิทยุอยู่บ้าง ผมกลับไม่ค่อยได้พูดถึงเรื่องของ “สื่อ” เสียเท่าไหร่นัก (นี่กระมังที่เขาเรียกว่าใกล้เกลือ กินด่าง, ๕๕๕) วันนี้เลยพยายามเค้นประเด็นอยู่นาน เห็นว่าท่าจะเสียเวลา ว่าแล้วก็พิมพ์ไหลไปเลยดีกว่า
เรื่องที่หนึ่ง, ผมอยากเริ่มจากเรื่องใกล้ตัวเล็กๆน้อยๆที่ว่า… เมื่อวันก่อนเพื่อนผมชื่อเต้ (ซึ่งแน่นอนว่าเป้นเพื่อนของสมาชิกทุกคนใน bordeure นี้ด้วย) ไปเดินงานวิสาขบูชา แล้วก็ได้เหมาหนังสือเก่าเล่มละสิบบาทกลับมากองหนึ่ง ผมได้ลองกวาดตาอยู่ซักพัก เต้ก็แนะนำให้ผมรู้จักกับหนังสือเล่มหนึ่ง เข้าใจว่าเป้นเรื่อง “วิกฤติสื่อในปัจจุบัน(สมัยนั้น)” อายุของหนังสือเล่มนี้น่าจะซักราวๆเกือบ ๒๐ ปีได้แล้วกระมัง ทว่าหากท่านได้ลองอ่านลงไปในรายละเอียดท่านจะพบว่า เนื้อหาภายในช่างเหมือนกับปัญหาของสื่อไทยในปัจจุบันอย่างไม่ผิดเพีย้น
เราสามารถอ้างอิงจากเอกสารชิ้นนี้ได้หรือไม่ว่า วงการสื่อไทยไม่ได้พัฒนาตัวเองไปไกลกว่าปริมณฑลเดิมที่ได้เคยแพ้วถางไว้เมื่อ ๒๐ ปีก่อนเลย อย่างน้อยก้ในมิติของการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างหลายประการ ก็ยังคงดำรงอยู่ อาทิ การที่หนังสือพิมพ์นำเสนอข่าวรุนแรงแบบเกินจำเป้น, ละครขาดแก่นสารที่หลากหลาย (เราต้องยอมรับว่าทุกละครสะท้อนบางอย่าง และ นำส่งสิ่งที่เป้นชุดบทเรียนบางอย่างให้เราได้ทุกเรื่องนั่นหละครับ ไม่ว่ามันจะน้ำเน่าเท่าไหร่ก็ตามที่, ทว่าปัญหามันอยู่ที่เราไม่มีความหลากหลายในสาระที่นำเสนอมากกว่า) เป้นต้น
ทั้งนี้ สิ่งที่น่าสังเกตต่อก็คือ ผู้ที่ร่วมการอภิปรายในเอกสารดังกล่าว มาถึง ณ วันนี้ต่างล้วนเติบโต เป้นคนที่เรียกได้ว่าทรงอิทธิพลในวงการสื่อ และ วงวิชาการอยู่ไม่น้อย, เหตุใดคนเหล่านี้จึงไม่อาจเปลี่ยนแปลงอะไรในวงการสื่อได้เล่า ทั้งเขาๆเธอๆเหล่านั้นก้ยังไม่ได้ตายจากไปไหนอยู่คู่สื่อไทยมายาวนาน ฤามีปัจจัยบางอย่างที่เราไม่อาจก้าวข้ามได้อย่างแท้จริง?, ฤาเราๆท่านๆวิพากษ์เก่งแต่ไม่อาจบริหารให้บรรลุตามนั้น? ผมไม่ทราบ และ งงพอสมควรจึงเสนอว่าให้ข้ามไป
เรื่องที่สอง, ผมเป้นคนไร้สีที่ขี้กลัวคนหนึ่ง ที่พร้อมจะยืนซดกับทุกคนซึ่งพยายามจะคุกคามลามล้วงประชาธิปไตยส่วนบุคคลในการแสดงความเห็นสาธารณะ อย่างไรก้ตามแต่ หลายต่อหลายครั้งผมรู้สึกว่า เราได้ใช้พื้นที่เสรีในการแสดงความเห็น โดยเฉพาะบนชุมชนออนไลน์ อย่างไม่ค่อยเป้นสุภาพบุรุษกันเสียเท่าไหร่ (หากคนที่ผมหมายถึงเป้นผู้ชายนะครับ) ยิ่งในลักษณาการซึ่งไม่ปรากฏความมีตัวตนของเราแล้ว เรายิ่งเห็นปรากฏการณ์พ่นของเสียออกมายกใหญ่ได้โดยง่าย, น่าเสียดายที่คนจำนวนไม่น้อยก็สนุกไปกับมันซะนี่
ผมเศร้าเป้นอย่างมาก เมื่อวันก่อนได้รับอีเมลฉบับหนึ่ง (เสียดายที่คงลบไปแล้วเพราะทนเก็บไว้ไม่ได้) มีเนื้อหาแบ่งเป้นสัดส่วนดังนี้ครับ ๑) ประณามการทำงานของคุณสรยุทธ แห่งเรื่องเล่าเช้านี้ และ คุณกนก, คุณธีระ, คุณวิภู แห่งรายการคุยคุ้ยข่าว ด้วยการไล่เรียงชี้ว่า ทั้งสี่คนนี้เป็นผลิตผลที่เกิดจากการบ่มสุกอย่างไม่เป้นธรรมชาติ โดยเครือเนชั่นให้กลายร่างมาเป็นนักข่าวในแนวหน้าก่อนวัยอันควร ๒) ชี้ให้เห้นถึงความไม่เป็นกลางในการนำเสนอ และ แนวโน้มในการเลือกข้างของพิธีกรรายการ
ประเด้นที่ ๒ นั้นเป้นประเด็นที่ทุกคนสามารถ “รู้สึกได้” และ “วิจารณ์” ได้ตามสมควร ซึ่งผมว่าก็เป็นเรื่องที่ขึ้นอยู่กับวิธีมองของแต่ละคน ทั้งนี้หากทัศนะหรือรสนิยมทางการเมืองของพิธีกรแต่ละท่านไม่ได้ถูกสำรวมไว้ในระดับที่พอเหมาะในระหว่างการปฏิบัติหน้าที่ นั่นก้สามารถที่จะถูกตำหนิได้ และ ควรตำหนิ!!! อันนี้ในฐานะของบุคคลสาธารณะและสื่อสารมวลชน ต้องบริหารจัดการความรู้สึกทั้งของตนเองและของคนดูให้ได้ ซึ่งเชื่อว่าพิธีกรทั้งสี่ท่านพยายามทำอยู่แล้ว
ทางช่องทีวีไทยเองก็เคยได้รับการโทรเข้ามาติงมากมายจากทั้งฝ่ายเสื้อเหลืองและแดงพร้อมกันเรื่องความไม่เป้นกลางในการนำเสนอ ทั้งที่เป้นรายการเดียวกัน!!! คุณว่ามันตลกไหม? ทั้งนี้เนื่องจากมันเป้นเรื่องที่เกิดจากตัวแปรภายในคนนั้นๆ เราคงต้องปลงกับพฤติกรรม selective perception หรือ การเลือกที่จะรับรู้เช่นที่ได้กล่าวมานี้ไปก่อนในเบื้องต้น
ประเด็นที่ผมมีปัญหา คือ การที่ผมรู้สึกได้อย่างรุนแรงว่า ผู้เขียนบทความโจมตีข้างต้น ได้ปล่อยให้ความไม่พอใจในประเด็นเรื่องความไม่เป้นกลาง เปรอะเลอะไปมั่ว จนรั่วพาลไปถึงการแดกแรงๆในประเด็นที่ ๑ เรื่องการชิงสุกก่อนห่ามใน career path ของพิธีกรทั้งสี่ท่าน เช่น อ้างว่าแต่เริ่มเดิมทีกว่านักข่าวจะได้มาเป็นบก.ข่าว ทำงานออกหน้าอย่างที่ทั้งสี่ท่านได้ทำอยู่ในขณะนี้ต้องใช้เวลาเป้นสามสี่สิบปีสั่งสมประสบการณ์ภาคสนาม เป้นต้น ทั้งที่สองประเด้นนี้ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกันแต่อย่างไร
หากเราพิจารณาอย่างเข้าใจใคร่ครวญแล้วจะพบว่า ปัญหาที่ท่านได้อ่านมาข้างต้นนั้นเค้าเรียกว่า เป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง (Structure change) คือ สื่อไม่ว่าแขนงไหนในปัจจุบันก็เริ่มที่จะขยายตัวเป้น multimedia มากขึ้น ทว่าผู้ที่มีความชำนาญการ และ และบุคลากรข่าวที่จะเข้ามาเสริมในตำแหน่งงานที่ขยายตัวมากขึ้นนี้กลับมีไม่เพียงพอ ดังนั้น เส้นทางอาชีพของคนทำงานในวงการสื่อสารมวลชนจึงกระชับสั้นขึ้นโดยปริยาย และ เป็นเช่นนี้ทุกคน ไฉนจึงมาเจาะจงว่าเพียงพิธีกรสี่คนนี้ ผมไม่เข้าใจ? หากเห้นว่าเป้นปัญหา (ซึ่งต้องได้รับการอภิปรายอีกมากว่าเป้นปัญหาจริงไหม? อย่างไร?) ก็ focus ไปที่การนำเสนอชุดทางออกสำหรับโครงสร้างห่วยๆนี้ด้วยการร่าง blue print มาโชว์ซักชุดดีไหม?
ว่ากันตามตรงแล้ว ก็พอจะจับเส้นเห็นตัวกันได้ว่า ผู้เขียนบทความมุ่งร้ายดังกล่าวค่อนไปทาง “แดง” จะเป้นแดงซ้ายเก่า(ที่อกหักเลยพาลอาร์ตแตก) หรือ แดงทักษิณ(ที่จะดิ้นตายเพราะนายไม่ได้กลับบ้าน) ผมไม่ทราบ และไม่คิดจะสาวประเด็นไปเป้นเรื่องการเมือง (เรายัง focus ที่เรื่องวัฒนธรรมในการเสนอความเห้นอย่างเป็นสุภาพชนบนโลกออนไลน์อยู่)
โดยความรู้สึก(ล้วนๆ) ผมคิดว่ามุลเหตุของการเข้าโจมตีพิธีกรทั้งสี่ท่านด้วยการดำเนินกลยุทธ์กองโจรเช่นว่านี้ ไม่น่าที่จะเรียกได้ว่าการใช้เสรีภาพในการแสดงความเห็น แต่มันคือส่วนหนึ่งของการคุกคาม และ สร้างความหวาดกลัวในการเห็นต่างมากกว่า ซึ่งเราน่าจะได้อภิปรายอย่างเข้มข้นอีกทีถึงกรณีเส้นแบ่งระหว่างการใช้เสรีภาพในการสื่อสารสาธารณะ กับการคุกคามด้วยความรุนแรงทางวาจา ว่ามันควรจะตัดแบ่งกันตรงไหน? คิดเร้วๆยังคิดไม่ออกเหมือนกันครับ, เพื่อไม่ให้เขารู้สึกว่าตัวเองสำคัญไปกว่านี้ ผมจะขอผ่านเรื่องนี้ไป…
เรื่องที่สาม, การทำงานของช่อง๑๑, ด้วยความเคารพ ผมคิดว่าการนำเสนอโดยเฉพาะในส่วนของรายการที่มีรูปแบบอภิปรายประเด้นสาธารณะ มักมีลักษณะที่ “เอียงชัด” คือไม่อาจตีความเป้นอย่างอื่นได้อีกนอกจากการ pro-รัฐบาล (และพันธมิตรด้วยรึเปล่า?) นับตั้งแต่พิธีกรเป้นต้นมาไล่เรียงไปจนถึงผู้ร่วมรายการ ผมจำได้ว่ามีอยู่ครั้งหนึ่ง วงคุยเริ่มอภิปรายกันได้รสได้ชาดหนักเข้า พีธีกรคงได้อารมณ์จนกระทั่งเผลอ แสดงความเห็นว่าผมรู้สึกอย่างนั่นอย่างนี้อย่างไม่ไว้เชิง สิ่งเหล่านี้ขัดแย้งโดยสิ้นเชิงกับทิศทางที่รัฐมนตรีประจำสำนักนายกพยายามจะสื่อสารกับประชาชนว่า ช่อง๑๑ ยังคงเป้นสื่อสาธารณะที่พร้อมรับใช้ประชาชนเพื่อนำเสนอชุดความจริงที่เที่ยงธรรมกับทุกฝ่าย
ว่ากันอย่างไม่ลิเก, ถ้าจะเอียงช่วงเอียงเนียนกว่านี้ได้ไหมครับ? (ปล. โปรดเข้าใจว่าถ้อยความข้างต้นคือการประชดนะครับ) ผมคิดว่าประชาชนโดยทั่วไปมีวิจารณญาณเพียงพอที่จะสังเกตได้ถึงความคดงอในรูปแบบการนำเสนอดังกล่าวไม่น้อย และแม้ว่าช่อง๑๑ จะมิได้บิดเบือนข่าวสารของฝากเสื้อแดง ทว่า การวางเฉยหรือไม่ได้นำเสนอข่าวในสัดส่วนที่สมดุล สอดคล้องกับความถี่ของปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นจริง ย่อมเป้นการใช้ความรุนแรงในอีกรูปแบบหนึ่ง (Violence of Silence) หรือคุณคิดว่าอย่างไรบ้าง?
ทั้งสามเรื่องที่ผมได้นำเสนอมานี้ ดูจะเป้นรูปแบบที่ฉีกต่างจากการนำเสนอครั้งเดิมๆที่ผมได้ทำมา ดังจะสังเกตได้ว่า รูปแบบโดยปรกติของผมนั้นเหมือน “ภาพยนตร์ที่จบในตัวมันเอง” คือมันครบองก์สามได้แก่การเปิดฉากด้วยการปูพื้นความเข้าใจเค้าโครงเรื่อง การนำเข้าสู่จุดพลิกผันที่ต้องเผชิญกับอุปสรรคบางประการ และ ในองก์ท้ายสุดเป้นส่วนที่จะนำไปสุ่การคลี่คลายและค้นพบข้อสรุปบางอย่าง (ซึ่งอาจจะหมายถึงทางออกหรือความหดหู่สิ้นหวังก็ได้)
ในขณะที่การนำเสนอบทความล่าสุดนี้นั้น ผมโยนมันลงมาอย่างดิบๆ เหมือนหนังสั้น 3 เรื่องที่กระจายจุดเน้น หรือ ประเด็นแตกต่างกันไป ภายใต้ร่มเดียวกันคือเรื่องของ “สื่อ” ซึ่งถือเป้นการทดดลองแนวใหม่ (ผู้เขียนเองก็รู้สึกฝืนๆอยู่พอสมควรที่พิมพ์อะไรห้วนๆด้วนๆอย่างนี้ แต่ก็อยากลองดู เผื่อว่าจะได้มีพื้นที่ให้คนอ่านได้คิดและแบ่งปันมากกว่าบทความที่มันคลี่คลายตัวมันเองไปแล้วในระดับนึง) หวังว่าทุกคนจะได้สนุกกับการแบ่งปันความเห้นครับ