วันธรรมดาวันหนึ่งในเดือนพฤษภาคม 2552 หลังจากที่เมฆเริ่มก่อตัวขึ้นตั้งแต่เช้า เหมือนจะเตือนให้คนกรุงอย่าลืมพกร่มออกมาจากบ้าน ตกบ่ายจากสีขาวทั่วฟ้าก็กลายเป็นสีเทาเข้มขึ้นๆ เมื่อดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้า ฝกห่าใหญ่ก็มาเยือนกรุงเทพมหานคร กำหนดการที่กะว่าจะโบกรถแท็กซี่กลับบ้านตั้งแต่3-4ทุ่มก็เป็นอันต้องติดโรคเลื่อนไป (เลื่อนเพราะว่าเมฆตอนเช้าอุตส่าห์เตือนให้พกร่มแล้วแต่ผมไม่จำ!!! นั่นก็สมเหตุสมผลดีอยู่)
กลับมารอบใหม่ตอนเที่ยงคืน ห้านาที หลังจากที่เสียงฝน “ซู่วๆ” กลายเป็น “แหมะๆ”เบาๆ ผมยืนโบกรถอยู่หน้าสภากาชาดไทย ฝั่งตรงข้ามาสภากาชาด รถแท็กซี่คันแรกมาจอดเทียบ หลังจากที่ยืนรออยู่สองสามนาที “ไปจรัญฯครับ” ผมบอกขณะที่เปิดประตูรถแท็กซี่ การส่ายหน้าคือคำตอบที่ได้รับกลับมาจากคนขับ …. ผมบอก “โอเค” แล้วก็ปิดประตูรถอย่างไร้อารมณ์
รออีกประมาณ4นาที คันต่อไปก็มา “ไปจรัญฯครับ” บทเดียวของผม…… “โอ๊ย….. ไปไม่ทัน” คนขับก็มีบทของเขา ….. “ปั่ก” ประตูปิดลง แต่ผมก็ยังยืนตากฝนปรอยๆอยู่เช่นเดิม
คันที่สามและที่สี่ที่เรียกก็ผ่านไป โดยไม่มีก้นผมอยู่บนเบาะ เหมือนเดิม เพราะแท็กซี่มิเตอร์ “ไอเลิฟฝรั่ง” ไม่ไป!!! ผมเริ่มหงุดหงิด และไม่เข้าใจว่าขับแท็กซี่มาจรัญฯได้เงิน 100บาทกลับบ้านมันแย่ยังไง อย่างไรเสีย แท็กซี่คือทางเลือกเดียวของผม เพราะตอนนี้มันจะเที่ยงคืนครึ่งแล้ว
ถนนตรงที่ผมเรียก คือถนนอังรีดูนังค์ ตรงข้ามสภากาชาดไทย ตรงไปเป็นสุรวงค์ เลี้ยวซ้ายแล้วเลี้ยวขวาแยกหน้าเป็นสีลม เมื่อนึกถึงสถานที่ตั้ง ผมก็นึกได้ว่า บางทีแท็กซี่ที่แวะจอดคุยกับผมกำลังมุ่งตรงไปสองถนนที่ไม่เคยหลับนี้ เพื่อรับนักเที่ยวกลับบ้านหรือโรงแรม บางทีทิปฝรั่งหรือทิปญี่ปุ่นอาจจะจูงใจพวกเขามากกว่าผม ว่าแล้วผมก็ย้ายฟากถนนไปฝั่งสภากาชาดไทย เพราะคิดว่าแท็กซี่ที่วิ่งบนถนนนี้ กำลังมุ่งหน้าไปทางเส้นสยาม พารากอน หรืออย่างน้อยพวกเขาก็ไม่ได้มีจุดมุ่งหมายไปที่สีลม-สุรวงค์ที่มีพวกชาวต่างชาติเยอะแยะ ตอนนี้เที่ยงคืนครึ่งแล้ว คงไม่ค่อยมีคนอยู่ ถึงมีพวกนี้ก็คือคนไทยที่ไม่ “ติ๊บ” เหมือนผมนั่นแหละ ว่าแล้วผมก็ย้ายฟาก ไปยื่นมือที่ฝั่งสภากาชาดไทยแทน
คันที่ห้ามาทอดเทียบข้างกายผม … “จรัญฯ”บทเดิมถูกกล่าวออกไป คนขับนิ่งไปสามวินาที และ แท็กซี่ในกรุงเทพมหานคร คันที่ห้าในคืนนี้ของผม พยักหน้า หงึกๆ หมายถึงตกลง ผมกำลังจำได้กลับบ้าน เยสสส!!!
เมื่อเอนหลังลงบนรถแท็กซี่คันที่ห้านี้ ความสงสัยที่มันยังคุกกรุ่นอยู่ในใจผมก็โพล่งออกมาอย่างไม่อ้อมค้อม ….ผมเริ่มต้นด้วยว่า “เมื่อกี้ยืนเรียกไปสี่คัน ไม่มีใครไปเลย…..ทำไมเขาไม่รับผมหรือครับ” ความเงียบที่เข้ามาเป็นคำตอบ ผมก็ได้แต่นิ่งไปอีกครู่หนึ่ง
เดือนที่ผ่านมาผมซื้อหนังสือมาเล่มหนึ่ง ชื่อ “เศรษฐศาสตร์แห่งชีวิต* หรือ The Logic of Life” เขียนโดย พี่ Tim Harford ช่วงนั้นเป็นช่วงที่ผมอ่านหนังสือเล่มนี้วันละสามสี่หน้า นิดๆหน่อยๆไปเรื่อยๆ (จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่จบ) ถึงแม้หนังสือเล่มนี้จะไม่ได้ประทับใจผมมากนัก แต่แนวคิดของผู้เขียนที่พยายามจะโน้มน้าวผู้อ่านว่า พฤติกรรมของคนในสังคมมีเหตุมีผลทั้งสิ้นนี้ ก็พอจะใช้ได้ในบางสถานการณ์……
ใช่!!! มันต้องมีเหตุผลสิ ว่าทำไมแท็กซี่พวกนั้นถึงไม่รับผม พวกเขาไม่ได้โง่แน่ ที่เลือกไม่รับผม มัน4คันติดๆกันเลยนะ ผมคิด (คันนี้ที่รับผมจะโง่มั้ยนะ ไม่อยากให้เป็นเช่นนั้นเลย) ผมก็เลยลองถามคนขับด้วยคำถามที่เจาะจงมากขึ้น “เขาไปรับพวกที่สีลมกันหรอครับ ถึงไม่รับผม” “ไม่ใช่หรอก พวกนั้นกว่าจะเลิกก็ตีสอง”เขาตอบ การลองครั้งที่สองได้ผล พี่คนขับแท็กซี่ก็เริ่มตอบมา ผมถามต่อ “หรือว่าไปส่งผมแล้วเขาจะกลับมารับลูกค้าตอนตีสองไม่ทัน” เขาถอนหายใจ“ทำไมจะไม่ทัน นี่มันเพิ่งเที่ยงคืน ครึ่ง ตีรถกลับมายังไงก็ทัน” ………….
เมื่อสองข้อนี้ไม่ใช่ สันนิษฐานก็เหลืออยู่อันเดียว คือ “หรือว่า ไปส่งผมแล้วมันหาคนกลับเข้ามาไม่ได้ ต้องวิ่งรถเปล่า” แท็กซี่บอก “อันนั้นมันก็ใช่ แต่…” ตอนนั้นรถกำลังผ่านหัวโค้ง ถนนอังรีดูนังค์เข้าเส้นพระรามหนึ่ง ตรงสยามสแควร์ เขตนั้นคือเขตปทุมวัน แต่ว่าผม ไปบางอ้อแล้ว!….
อ้ออออออออออออ! เสียงอุทานเกิดขึ้นในใจของผม หลังจากที่พี่คนขับ ชี้ให้ดูคนที่ยืนรอแท็กซี่อยู่ ภาพที่ผมเห็นคือ แม้เวลานี้จะเลยเที่ยงคืนมาแล้ว แต่คนที่ยืนรอรถอยู่หน้าสยามแสควร์มีไม่ต่ำกว่า สามสิบ-สี่สิบราย มากเกินวันธรรมดาปกติ ในขณะที่แท็กซี่เข้ารับก็เยอะ แต่ก็ยังมีไม่พอคนที่ยืนรอยู่ กุญแจสำคัญที่ทำให้ผมเรียกแท็กซี่ไม่ได้4คนติดกัน นั้นไม่ใช่เพราะว่า ผมอยู่ฝั่งที่กำลังจะไปสีลม และ ที่ผมได้กลับบ้านก็ไม่ใช่เพราะว่าผมย้ายตัวเองมาฝั่งตรงข้าม เรื่องเรียกแท็กซี่ตอนเที่ยงคืนครึ่งในประเด็นนี้ไม่เกี่ยวอะไรกับทิปฝรั่งหรือทิปญี่ปุ่นที่สุรวงค์ โดยเฉพาะในช่วงนี้ที่ลูกค้าต่างประเทศน้อยลงไปถนัดตา และก็ ถูกเพียงแค่ส่วนเดียวตรงประเด็นที่ว่า เพราะว่าบ้านผมอยู่จรัญฯ แท็กซี่จึงไม่อยากไป หาลูกค้ากลับเข้าเมืองมายาก แต่ ประเด็นใหญ่ก็คือว่า วันนี้มันวันฝนตกหนักมาตั้งแต่เย็นเฟร้ยยยย!!!
ขณะที่แกชี้นิ้วออกไป พี่คนขับแท็กซี่แกบอกผมว่า “ถ้าฝนไม่ตก ไม่มีหรอกแบบนี้” ………… ผมมั่นใจแล้ว
เฮ้ย ตาTim (Harford) นี่มันเรื่อง Demand-Supply ชัดๆ มีเหตุมีผลร้อยเปอร์เซ็นต์!
ถ้าวันนี้ฝนตกไม่หนักแต่เย็นแล้วเพิ่งจะมาปรอยๆเอาตอนนี้ ผมจะไม่ต้องรอแท็กซี่จนถึงคันที่ห้าอันนี้เป็นเรื่องจริงแน่นอน เอาล่ะ ลองมาดูสองสามสถานการณ์กันหน่อย 1.ถ้ามันปรอยๆมาโดยตลอดตั้งแต่เย็น ผมก็คงจะวืดแค่คันสองคัน 2.ถ้ามันตกหนัก แต่ปรอยมาก่อนที่ผมจะเรียกซักสองสามชั่วโมงผมก็อาจจะวืดไปสามถึงสี่คัน 3.ถ้ามันเพิ่งตกหนักตอนสี่ทุ่มครึ่งแล้วผมฝืนมายืนเรียก ผมคิดว่าผมน่าจะได้ตั้งแต่คันแรก
แต่ที่ต้องรอจนถึงคันที่ห้าก็เพราะว่า วันนี้เป็นวันฝนตกหนักแต่เย็น ทุกคนเลื่อนเวลากลับบ้าน ธรรมชาติของเราบอกกับเราว่า รอฝนซาแล้วค่อยกลับ เดี๋ยวเป็นหวัด+เปียก แน่นอน นี่คือแนวคิดร่วมของมนุษย์ หรืออย่างน้อยก็มนุษย์ในกทม. ดังนั้นเมื่อฝนซา คนจำนวนมาก ทั่วกรุงเทพมหานครจึงเดินออกมาจากที่หลบฝน เพื่อมุ่งหน้ากลับบ้าน เหตุการณ์นี้ทำให้เกิดสภาวะDemandล้นในระยะสั้น และอำนาจต่อรองก็ตกไปอยู่กับผู้ผลิตหรือผู้ให้บริการ อย่างคนขับแท็กซี่
สมมุติว่า คุณและครอบครัว ไปเยี่ยมคุณป้าที่บ้านท่าน ที่ลพบุรี สมาชิกที่ไปกับคุณมีพี่สาว กับ น้องชาย รวมคุณเป็นสามคน พอไปถึงบ้านคุณป้า พอดีคุณป้าเปิดร้ายขายเค้กอยู่ คุณป้าก็ให้ลูกน้องเอาเค้กมาให้คุณทั้งหมด 7ชิ้น แต่คุณมีกันแค่สามคน แถมยังกินข้าวมาก่อนแล้ว…..ถ้าหนึ่งในนั้น เป็นเค้กที่ดูเจ๋งมาก น่ากินสุดๆ และคุณเคยกินมันมาแล้วในร้านอื่น คุณจินตนาการว่ามันเป็นเค้กชั้นเยี่ยม เป็นคุณ คุณจะกินชิ้นไหนก่อนครับ… แน่นอน ก็ต้องเป็นเค้กที่ดูน่ากินที่สุด เทพที่สุด เพราะคุณกินได้แค่ประมาณชิ้นเดียวก็จะอิ่ม เช่นเดียวกัน ในกรณีของรถแท็กซี่ ถ้าผู้โดยสารฝรั่งแต่งตัวดี ไม่เคารพการต่อคิวคนไทยก่อนหน้า ผมคิดว่าเขาไม่น่าจะต้องรอนาน เขาคือ เค้กก้อนเทพในหมู่7ก้อน
โอเค ทีนี้สมมุติว่าคุณมือเร็วมาก คุณหยิบได้เค้กของคุณไปแล้ว อิ่มหนำใจ 6ก้อนที่เหลือ ดูน่ากินพอๆกัน พี่สาวกับน้องชายจะต้องทำอย่างไร…… ถ้าทำได้นะครับ พวกเขาจะไล่ชิมหน้าของเค้กแต่ละชนิด อย่างละนิดอย่างละหน่อย เพื่อดูว่ามันอร่อยถูกใจรึเปล่า ถ้าเป็นอันถูกใจเขาก็จะหยิบขึ้นมากิน คนขับก็เหมือนกัน ถ้าเขามีทางเลือกเยอะแยะ เขาจะยอมเสียเวลาเพิ่มอีก 5นาทีเพื่อหาผู้โดยสารที่อยู่บรรทัดทอง หรือ ประตูน้ำ มากกว่าผู้โดยสารที่อยู่จรัญฯ หรือ บางนา แล้ววนกลับมารับผู้โดยสารคนอื่นตรงในเมืองที่มีคนยืนรอแท็กซี่เพราะติดฝนมากมายอีก รายได้ที่เพิ่มขึ้นนี้ก็คือค่าความแตกต่างของความพอใจในความอร่อยบนเค้กแต่ละชิ้นครับ
ถ้าพี่สาวกับน้องชายของคุณทำตามที่กล่าวมาเขาจะได้เค้กชิ้นที่ดีที่สุดในหกชิ้นของตัวเองไป ในกรณีที่รสนิยมไม่ตรงกัน แต่ถ้าเกิดชอบเหมือนกันขึ้นมา ก็ต้องมีกฎอื่นเข้ามาเสริมอย่างเช่น ใครเร็วใครได้เป็นต้น
เอาล่ะ ทีนี้ ถ้าเราเพิ่มกฎเข้าไปขั้นที่หนึ่งเพื่อความสมจริงมากขึ้นอีกนิด เราก็ต้องสมมุติว่า พี่สาวกับน้องชายของคุณจะกลับมาเอาเค้กที่เคยชิมไปแล้วไม่ได้ คือทั้งสองคนจะถูกบังคับให้เลือกชิ้นที่พวกเขาคิดว่าดีพอเท่านั้น เช่น พี่สาวคุณชิมเค้กไป เบอร์ 1 2 3 แล้วรู้สึกว่าเบอร์3 อร่อยใช้ได้ เขาก็ต้องชั่งใจกับอีกสามก้อนที่เหลือว่าจะทิ้งเบอร์สามไปชิมอีกสามก้อนหรือไม่ ถ้าเขารู้สึกว่าพอใจมากพอและไม่ต้องการจะเสี่ยงอีก เหมือนแท็กซี่ที่วิ่งตรงผ่านไปแล้ว จะวนกลับมาอีกทีจะเสียเวลาและลูกค้าจะน้อยลงไป เขาก็จะเลือกชิ้นที่รู้สึกว่ายอมรับได้ก็พอ กรณีนั้น ผมเป็นตัวเลือกที่ไม่น่ายอมรับสำหรับ แท็กซี่4คันแรก และเป็นคนที่ยอมรับได้สำหรับคันที่ห้า ในทางการวิเคราะห์แบบนี้
แต่คุณอาจจะบอกว่า แท็กซี่คันข้างหน้าจะมีทางเลือกมากกว่าคันข้างหลัง 1คิว นั่นก็เป็นเรื่องที่ถูกต้องถ้าเราสมมุติไปว่าไม่มีคนเข้ามาแทรกเพิ่ม แต่กฎการตัดสินใจก็ยังคงเหมือนเดิมคือ พี่สาวและน้องชายก็ไม่สามารถย้อนกลับไปเอาเค้กที่ชิมไปแล้ว ไม่ว่าใครจะเริ่มก่อนหลัง วิธีเลือกของคนทั้งสองคนคือ “ชิ้นที่ยอมรับได้”ครับ
แล้วทำอย่างไรผมจึงจะกลายเป็นชิ้นที่ยอมรับได้สำหรับคนทั้งสี่มากขึ้นล่ะเนี่ย ไว้มาคิดกันต่อตอนหน้านะครับ(เหนื่อย)
พี่คนขับอาจจะตัดสินใจตามแบบอย่างข้างบน หรือ เค้าอาจจะสงสารไอ้หนุ่มคนหนึ่งที่มีแค่แฟ้มพลาสติกเล็กๆปิดหัว ยืนหัวโด่เปลี่ยวๆมืดๆอยู่หน้ากาชาด เลยเลือกคนที่ยอมรับได้ขึ้นรถมาก็ได้ แน่นอน ในกรณีทั่วๆไป ชิ้นที่ยอมรับได้ คือกุญแจสำคัญของการตัดสินใจของบุคคล แต่เกณฑ์ หรือน้ำหนักที่แต่ละปัจเจกใช้วัด อาจจะหนักเบาแตกต่างกันก็ได้ครับ
…….. ตอนจบของเรื่องสมมุติเรื่องนี้ คือ พี่สาวเจอเค้กที่เธอชอบมากในชินที่สี่ครับ แต่เธอก็รู้ว่า น้องชายเธอก็ชอบชิ้นนี้เหมือนกัน เธอจึงหันไปเลือกชิ้นที่ห้าแทน อร่อยน้อยลงแต่คงอิ่มใจมากกว่า ….. สังคมจะน่าอยู่ถ้าเรามี แยมสตอบอรี่แห่งความเห็นใจ หรือ น้ำกะทิแห่งความกรุณากันบ้างในเกณฑ์การเลือกของหวานแต่ละชิ้นนะครับ
ตอนแรกก็ขอจบแต่เพียงเท่านี้ครับ ขอบคุณครับ
ปล. ยินดีรับความเห็นทุกท่านครับ
สุดท้ายต้องบอกว่าขอบังอาจเขียนเรื่องมุมมองทางเศรษฐศาสตร์ ในชีวิตประจำวัน ในขณะที่เว็บนี้ก็มีกูรูด้านนี้อยู่แล้วอย่างน้อยก็สองคนนะครับ ไม่รู้ว่าไปแหย่หนวดเสือเข้ารึเปล่า ฮ่า ฮ่า ฮ่า
NOTE:
(*)The Logic of Life ของ Tim Harford ถูกแปลโดย คุณ สฤณี อาชวานันทกุล ครับ
๕๕๕, ผมว่า Tim Harford ใกล้ตกงานแล้วหละ (รวมถึงผมด้วย!!!) เพราะ คุณ vice versa ช่างถ่ายทอดเรื่องทางเศรษฐศาสตร์ได้น่าทานอะไรขนาดนี้ (ผมอ่านไปด้วยอาการกระอักกระอ่วนท้องใส้อย่างถึงที่สุด)
ผมเองเป้นคนที่หงุดหงิดอย่างมากที่โดนปฏิเสธการรับผู้โดยสารของคนับแท็กซี่ (โดยเฉพาะเมื่อโดนปฏิเสธเกินกว่า ๒ คันขึ้นไปติดกัน, มันจะไปส่งรถแล้วเปิดไฟว่างผลาญแบ๊ตทำถ้วยอะไรครับ!!!) และแน่นอนว่าความโกรธมักทำให้คนมีที่ว่างสำหรับคิดใคร่ครวญน้อยลง ผมเลยไม่ค่อยได้คิดไปไกลถืงความมีเหตุมีผลของคนขับแท็กซี่ในระดับที่ คุณ vice versa นำเสนอเสียเท่าไหร่นัก
ประเด็นที่คุณ vice versa นำเสนอมาน่าสนใจ และ ถ้าจะว่าไปแล้ว นั่นคือแนวทางอธิบายที่ถือว่าสมบูรณ์ทีเดียวในมุมมองเศรษฐศาสตร์มาตรฐาน, ผมจึงขอขยายความอีกนิดเพื่อให้บทความ คุณ vice versa มีรสมีชาติมากยิ่งขึ้น (ไม่ใช่รสหวานอย่างแน่นอนไม่ต้องห่วง ๕๕๕)
ผมเริ่มจากคำถามง่ายๆว่า… เรื่อง Demand – supply ที่คุณ vice versa และ แน่นอนคุณ Tim Harford ยกมา เป็นการพยายามนำ ๑) เอาเรื่องรถแท็กซี่มาsupportทฤษฎี หรือ ๒) เอาทฤษฎีมาอธิบายเรื่องแท็กซี่ ?
โดยส่วนตัวแล้วผมเห้นว่า, หากเรื่องแท็กซี่ที่ยกมานี้มีเป้าประสงค์ เพื่อนำมาขยายความทฤษฎี demand – supply ให้เห็นภาพนั้น มันกระทำการของมันได้อย่างสมบูรณ์พร้อมทีเดียว ทว่า, หากเราต้องการนำเอาทฤษฎี demand – supply มาอธิบายปรากฏการณ์ แท็กซี่ นั่นต้องมานั่งจับเข่าคุยกันเสียนิดว่า เพียงพอหรือไม่
อันที่จริง, โดยไม่ใคร่ครวญอย่างลึกซึ้งนัก, ผมคิดอยู่เสมอว่า การปฏิเสธรับผู้โดยสาร และ เลือกเพียงคนที่ใช่เท่านั้น น่าที่จะทำกำไรให้แก่คนขับแท็กซี่ได้น้อยลง กว่าการรับอย่างไม่เลือกหน้าด้วยเหตุผลดังนี้ครับ
เนื่องจากการรับคนไปส่งนั้น มีระยะเวลาที่ต้องเว้นช่วงจากลูกค้าคนที่๑ ไปถึงลูกค้าคนที่๒ ดังนั้น การรับคนอย่างจำเพาะเจาะจงคนขับจึงต้องอาศัยการคาดการณ์ว่า ณ สถานที่ไปส่งผู้โดยสารคนที่๑ จะพบกับผู้โดยสารคนที่๒ ได้ไม่ยาก หรือ ที่หมายของผู้โดยสารคนที่๑ จะต้องง่ายแก่การกลับมา ณ จุดที่รับผู้โดยสารคนที่๑ นั่นเอง
กรณีเช่นว่านี้, เท่ากับว่าผู้ขับจะต้องเผชิญกับความเสี่ยงจากการที่เหตุการณ์ไปเป็นไปตามคาดมากมาย อาทิ ไปส่งผู้โดยสารคนที่๑ แล้วขากลับเจอรถติดและไม่มีคน เป็นต้น
ดังนั้น ผมคิดว่าภายใต้สถานการณ์ที่ผู้โดยสารคนที่ ๒ มักปรากฏโดยการสุ่ม (Random showing!) การคาดการณ์ดังกล่าวช่างเปล่าเปลี้ยเสียของ และ ต้องแบกต้นทุนในการวิ่งรถเปล่าโดยไม่มีผู้โดยสารขึ้นมานั่งเป็นระยะเวลานาน (กว่าคุณพี่จะเจอคนที่ถูกใจกินแก๊ซไปไม่รู้เท่าไหร่ดันไม่คิด!!!)
การเลือกผู้โดยสารจึงไม่คุ้ม และไม่เป็นเหตุเป็นผลในกรณีที่๑ นี้ (เว้นแต่คนขับจะมีรสนิยมและความเชื่อที่ชอบทำเช่นนั้นเป็นงานอดิเรกซึ่งเป็นเรื่องของ Preference ล้วนๆ)
ผมได้ทำวิจัยด้วยการสัมภาษณ์จากผู้เชี่ยวชาญ (คนขับแท็กซี่นั่นหละ) พบว่าคนที่ขับและรับผู้โดยสารโดยไม่เลือกหน้าจะมีรายได้เฉลี่ยที่มากกว่าคนซึ่งเลือกรับผู้โดยสาร (Smooth income) ทว่า กรณีคนซึ่งเลือกรับผู้โดยสารจะได้รายได้มากไปเลย หรือ น้อยไปเลย (Fluctuated income) แล้วแต่กรณี (หรือว่าง่ายๆแล้วแต่ดวง)
โดนสรุป, สาเหตุของการไม่รับผู้โดยสารในประการที่หนึ่งนี้จึงมาจาก ข้อจำกัดในการคำนวณ และ การมองไกล (Lack of calculability and foresight) ของผู้ขับแท็กซี่ นั่นเอง (ปล. โปรดสังเกตว่า ในมุมนี้เราอธิบายได้โดยไม่ต้องอ้างอิงเรื่อง Demand – supply แต่อย่างไรเลย)
อ่าาา, พักเสียนิดก่อนไปกันต่อ ข้ออรรถาธิบายทั้งสิ้งที่ได้กล่าวมานี้ทำขึ้นเพื่อ ช่วยเติมเต็มให้คุณ vice versa นะครับ มิได้ “ค้าน” แต่ประการใด ข้ออธิบายคุณ vice versa ให้ไว้ดีแล้ว น่าฟัง รวมทั้ง เรียบเรียงได้อย่างเป็นบันเทิงคดีมีสาระยิ่ง, เชื่อคุณ vice versa เหอะครับถูกต้องแน่นอน
เมื่อกล่าวถึงเรื่องรถแท็กซี่ อีกทฤษฎีหนึ่ง ที่ไม่ใช่ทฤษฎี Demand – supply ตรงๆเสียทีเดียว และสามารถอธิบายเกี่ยวกับการไม่สามารถหารถแท็กซี่ได้เวลาฝนตก (คนละเรื่องกับการที่คนขับปฏิเสธคนโบกรถนะครับ อันนี้เป้นเรื่องการหาแท็กซี่ได้น้อยเวลาฝนตก) นั่นน่าสนใจทีเดียวว่ามีคำอธิบายทางเสดสาดว่าอย่างไรได้บ้าง?
ข้ออธิบายนี้ นำเสนอโดยหนังสื่อชื่อ The Economics Naturalist ของ Robert H Frank ปัจจุบันยังไม่มีการแปลเป็นภาษาไทย (ผมเคยส่ง email ไปขอเป็นผู้แปลทว่ายังไม่ได้รับการตอบรับ, สงสัยเราจะไม่ดังพอนะ เหอะๆๆ)
คำอธิบายมีอยู่ว่า เหตุที่เราหารถได้ยากยามที่ฝนตก โดยเฉพาะฝนตกทั้งวันนั้นก็เพราะว่า คนเราโดยเฉพาะผู้ที่มีรายได้เป้นรายวัน อย่างแท็กซี่นั้่น มักจะมีระดับรายได้ในใจของแต่ละวันไว้เสมอ เมื่อวันไหนฝนตก คนขับแท็กซี่มักมีรายได้ดี เพราะคนต้องขึ้นแท็กซี่มาก ซึ่งนั้นทำให้เขาบรรลุรดับรายได้ในใจได้เร็ว และนำไปสู่การเลิกงานเร็วนั่นเอง
*ขยายความโดยผมเอง: ปรากฏการณืนี้เราเรียกว่า Backward bending labour supply curve, เช่น หากให้เงินเดือนเรามากขึ้นจนถึงจุดหนึ่งเราจะทำงานน้อยลง และเลือกจัดสรรเวลาไปพักผ่อนมากยิ่งขึ้นตามหลัก inter-temporal decision นั่นเอง
พอหมอปากหอมคอสำหรับบทความนี้นะครับ, ไว้โอกาสหน้าได้แลกเปลี่ยนกันใหม่
ยินดีที่ได้เห้นบทความจาก คุณ vice versa อีกครั้งหลังห่างหายจาก วงการไปนาน
ปล.๑ ชอบการเปรียบเปรยที่ว่า “อร่อยน้อยลงแต่คงอิ่มใจมากกว่า ….. สังคมจะน่าอยู่ถ้าเรามี แยมสตอบอรี่แห่งความเห็นใจ หรือ น้ำกะทิแห่งความกรุณากันบ้างในเกณฑ์การเลือกของหวานแต่ละชิ้นนะครับ” ฟังดูเป็นมนุษย์ดีฮะ
ปล.๒ แถวนี้ไม่มีเสือ จะมีคงเป็นเพียงแมวเชื่องๆ ที่ยอมให้กระตุกหนวดแลกกับการเกาคางเป็นการตอบแทน ๕๕๕ เมี๊ยว!
ขอบคุณจารย์แบงค์ครับ ที่ช่วยเติมเนื้อหาสาระให้ จะหนักมือกว่านี้ก็มิเห็นจะเป็นไรนะครับ สนุกดีครับ
เพิ่งรู้นะครับว่ามีresearch เรื่องรายได้ของคนขับแท็กซี่ด้วย อย่างนี้พวกเขาควรจะรู้กันไว้นะครับ จะได้เลือกน้อยลงหน่อย
ขอขยายความ(ซ้ำ) เพิ่มหน่อยนะครับ สำหรับคนที่อาจจะยังไม่เคลียร์
*** อย่างที่อาจารย์แบงค์พูดนะครับ บางทีในสถานการณ์ทั่วๆไป ไม่ใช่วันฝนตกหนักแต่เย็น บทความของผมคงไม่เป็นประโยชน์เท่าไหร่
คืออย่างนี้ครับ เนื่องจากเรามีกติการเรื่องการคิดราคาจากเวลาจอดนิ่งและระยะทางที่วิ่ง รวมถึงค่าใช้จ่ายคงที่35บาทแรกเรียบร้อยแล้ว ดังนั้นการต่อรองราคากับรถแท็กซี่นั้นจะไม่ค่อยเกิดขึ้น กล่าวคือ รายจ่ายของคุณมันถูกfix ด้วยจุดหมายของคุณไปเรียบร้อยแล้ว และคุณก็ไม่มีแนวโน้มจะเปลี่ยนจุดหมาย คือผมไม่มีทางยอมนั่งแท็กซี่ที่เต็มใจจะส่งผมแค่ราชดำเนินแล้วเดินต่อ หรือหารถคันอื่นต่ออยู่แล้วอย่างนั้นครับ
เพราะฉะนั้น อำนาจต่อรองของคนขับแท็กซี่ที่พอจะทำได้อย่างไม่น่าเกลียดมากเกินไปจึงอยู่แค่ว่า ยอมรับได้ หรือ ยอมรับไม่ได้ ในกรณีที่เป็นวันปกติ จำนวนแท็กซี่ที่วิ่งบนท้องถนน มีปริมาณพอดี หรือพอเพียงกับจำนวนคนใช้บริการแท็กซี่อยู่แล้ว ดังนั้น (เนื่องจากว่าการเรียกค่าโดยสารเพิ่มขึ้นเมื่อต้องการไปในพื้นที่ที่ห่างจากตัวเมืองทำได้ยาก-น่าเกลียดน่ะ)แท็กซี่จึงมีเกณฑ์การตัดสินใจที่ต่ำลง เลือกผู้โดยสารน้อยลง หรือบางทีอาจจะถึงขั้นที่ว่า หาได้ก็บุญแล้วอย่างนั้นนะครับ
แต่ในสถานการณ์ที่ความต้องการล้น ในขณะที่ความต้องการมากขึ้น เกิดอะไรขึ้นกับรถแท็กซี่ครับ กติกาเดิมคือ การต่อรองราคาส่วนเพิ่มเป็นไปได้ยาก (เช่น เราจะไม่ค่อยเจอสถานการณ์ที่ คนขับบอกว่า “ถ้าอยากให้ผมไปบางนา คุณจ่ายเพิ่มอีก30บาทได้ไหม” ผมเคยเจอครั้งเดียวเมื่อปีกว่าๆมาแล้วเห็นจะได้) ดังนั้นการตอบสนองจึงเป็นไปในทางที่ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้คือ รับผู้โดยสารคนต่อไปที่มีจุดหมายไกลในระดับที่ยอมรับได้ แล้วรีบวนกลับมารับอีกคน หรือ ภาษาแบบแท็กซี่ที่เรียกว่า “ทำรอบครับ”
การทำรอบนี่น่าสนใจ เพราะว่า เป็นตัวกำหนดรายได้ของการขับแท็กซี่ตอนกลางคืน โดยเฉพาะดึกนะครับ ผมลองถามคนขับ แกก็บอกว่า ไอ้35บาทแรกที่ขึ้นบนมิเตอร์เนี่ย มันคือสิ่งที่แท็กซี่อย่างเขาอยากได้ มากกว่ารายได้แปรผันที่เกิดจากระยะทางนะครับ เวลาที่ใช้ในการทำรายได้เท่ากันก็น้อยกว่าด้วย เพราะการต้องวิ่งรถเปล่ากลับมาจากการไปส่งในที่ๆไม่มีสถานที่เที่ยวนั้นมีสูงขึ้นครับ ต่างจากกลางวันที่มีสถานที่ที่มีผู้คนจอแจเยอะกว่า(ในขณะที่คู่แข่งก็ไม่ได้น้อยกว่าแน่)
เราจะมาคุยเรื่อง”ทำรอบ”นี้กันอีกทีในตอนหน้าละกันนะครับ
ขอบคุณอาจารย์แบงค์อีกทีนะครับ
ใครจะมีข้อคิดเห็นเพิ่มเติมอย่างไรก็เอาเลยครับ เต็มที่
เป็นบันเทิงคดีทางเศรษฐศาสตร์ที่อ่านง่าย อ่านเพลิน และได้แง่คิดครับ
ผมซื้อ The Logic of Life มาดองไว้นานแล้วเหมือนกัน แต่ยังไม่มีโอกาสได้สัมผัสตัวอักษรบนนั้นด้วยสายตาของผมเลย
อยากจะร่วมแสดงข้อคิดเห็นในเชิงเศรษฐศาสตร์ด้วย แต่ประเด็นต่างๆ คุณพี่ทั้ง 2 คนยกมาพูดซะจนผมไม่มีอะไรจะพูดแล้ว ประกอบกับความรู้ด้านนี้ก็น้อยนิด ดังนั้น ขอนอกเรื่องนิดหน่อยแล้วกัน
การนั่ง Taxi ถือเป็นตัวเลือกอันดับต้นๆของผมในการเดินทางเลยถ้าผมไม่ได้ขับรถ และต้องเดินทางไกลในระดับหนึ่งซึ่งใช้เวลา 15 นาทีขึ้นไป
ผมเองก็เหมือนกับคุณ bankngam ครับ ไม่ชอบการถูกปฏิเสธจากรถ Taxi ครับ เคยยืนรอ Taxi นานเป็นชม.ๆในวันที่ฝนพรำด้วยความหงุดหงิดเป็นถึงที่สุดครับ
แต่สิ่งที่ผมเกลียดกว่านั้น คือการถูกลูกค้ารายอื่นตัดหน้าครับ โอ้ว! แยมสตอบอรี่แห่งความเห็นใจ หรือ น้ำกะทิแห่งความกรุณา หายไปไหนกันหมด
แล้วสุดท้าย ตามสัญชาติญาณการเอาตัวรอดของมนุษย์ ผมก็จึงต้องตัดหน้าเขาบ้าง
ผมจึงเป็นคนหนึ่งที่ต้องการให้เมืองไทยมีจุดจอดรับแท็กซี่และกฎหมายหรือระเบียบรองรับเหมือนกับต่างประเทศ ทั้งๆที่รู้ว่ามันเป็นไปได้ยากมาก ก็ได้แค่หวังกันลมๆแล้งๆต่อไป
…
เสน่ห์อย่างหนึ่งของการนั่ง Taxi สำหรับผมก็คือ การได้พูดคุยครับ มีคน 2 คนที่เราจะได้คุยเมื่อเรานั่ง Taxi กลับบ้านคนเดียว
1. พูดคุยกับคนขับ Taxi
การแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับคนที่ไม่รู้จักกันมาก่อน ไม่ใช่สิ่งที่ความหามาได้ง่ายๆ ในสภาพสังคมปัจจุบันนี้
แต่ใน Taxi คุณทำได้ราวกับมันเป็นเรื่องปกติครับ
การพูดคุยกับคนเหล่านี้ บางครั้งก็ช่วยให้เราได้อะไรดีๆกลับมาครับ
และบางที เขาก็ได้อะไรดีๆกลับไปด้วย เช่นกัน
คนขับ Taxi ขับรถมาทั้งวัน ก็เหนื่อยบ้างอะไรบ้าง อย่างน้อยพูดคุยกับเขาก็ช่วยให้เขาได้ระบายความเครียดออกมาบ้าง ช่วยให้เขาผ่อนคลาย มีกำลังกายกำลังใจในการทำงานดูครอบครัวเขาต่อไป
2. พูดคุยกับตัวเอง
)
คุณ นิ้วกลม นักเขียนชื่อดังคนหนึ่ง กล่าวไว้ว่า “รถคือสถานที่หนึ่งที่เงียบที่สุดในกรุงเทพฯ” *1
ชีวิตที่ไม่เคยหยุดนิ่งของเมืองกรุง ทำให้เวลาที่คนกรุงจะได้ดูแลตัวเองน้อยลงไปมาก
ยิ่งเวลาที่จะได้พูดคุยกับตัวเอง ยิ่งน้อยลงไปมากกว่าอีก … เวลาสำหรับหยุดทบทวนสิ่งต่างๆที่ผ่านมา สิ่งที่กำลังทำอยู่ และเป้าหมายของเราข้างหน้า
ใน Taxi ก็เป็นอีกที่หนึ่งที่เงียบสงบพอที่จะสร้างสติ เกิดสมาธิ นำไปสู่ปัญญาได้เช่นกัน
ใช้เวลานี้ให้เป็นประโยชน์ครับ อย่าปล่อยให้มันผ่านไปเฉยๆ
(แต่ถ้าเหนื่อยมากนัก…อนุญาตให้งีบหลับแทนได้
นอกประเด็นเศรษฐศาสตร์ไปเลยนะครับ ฮาๆ หวังว่าคงไม่ว่ากัน
ขอบคุณคุณ vice versa อีกครั้งที่นำเสนอแง่คิดเศรษฐศาสตร์ดีๆให้ผมได้อ่านครับ
*1 “รถคือสุขา” http://www.roundfinger.com/blog/?p=399
hey! รอตอนสองจะไม่ไหวแล้วนะ ๕๕๕ รีบเขียนเข้าๆ อิอิ
เขียนไปแล้วฮะ แต่มันรู้สึกจะหลุดไปเรื่อยๆ
มีประเด็นจะปรึกษาอยู่เหมือนกันครับ
555
“how to be the selected among all?”, Peng asked.
This question is a simple thing in all mind of human nowadays. Capitalism is one sort of reasons which is more important to drive their mind, competitive mind. To tell the truth, it’s not much difficult to find a general solution.
To increase your bargaining power is an appropriated solution which meet your demand.
The ways to improve your bargaining power are 2 mains which could be generally explain as follow;
1.) increase quantitative factors
increase payment to a driver
2.) add qualitative factors
increase convenience to a driver as easier as toll way use.
decrease a driver an eager by begging for help in satisfied cases such as emergency or urgent need.
strategic talk, for example, tell the main known interested landmark first as nearest to your place to catch up a driver to accept. Then, it provide no more bargain when you got in a taxi already. Thus you just let the driver more detail to your place one by one as a minute passes.
Just the displays of an appropriated solutions which are no different from a good-looking attractive cake.
Be this cake.
thanks for your comment, Triumboy.
it opens another aspect which i’ve missed krub.
GOOOD!