สวัสดี “ทุนนิยมใหม่”
ทรายระยับพับวาวสกาวเสก็ด
ดาวละเล็ดล่องลอยคอยหาว
พฤษพรรณพรายแพร่งกลิ่นกลั้วเกลา
เทียมเท่าทั่วถึงคำนึงธรรม
เศรษฐวัตรหากได้คล้ายดั่งนี้
คงดีสมสุขผดุงประสาน
เปลื่องทุกข์สุขได้เริงสำราญ
ชื่นบานไร้เบียนเลียนรอบตัว
เมื่อครั้งผมดูเรื่อง The Secret ซึ่งเป็นผลงานกำกับและแสดงนำโดย เจ โจว ผมอยากเล่นเปียนโนเป็น, เมื่อครั้งผมดูเรื่อง Whisper of the Heart ซึ่งเป็นผลงานภาพยนตร์การ์ตูนของค่าย จิมบิ ผมอยากเป็นช่างทำไวโอลิน (หลังจากที่เคยอยากเล่นไวโอลินเป็นมาแล้วตอนสมัยเด็กๆ), ครั่นเมื่อผมดูเรื่อง The curse of golden flower ซึ่งเป็นหนังอีกเรื่องหนึ่งที่เจ โจว แสดงเป็นตัวเอก ว่าด้วยเรื่องของอำนาจ และ ความทะยานอยากที่ทำให้ครอบครัวแยก (แล้วในระดับสังคมจะเหลือหรือครับ?) ผมก็อยากอ่านจีนออก-เขียนจีนได้ เสียเหลือเกินครับ… ยังไม่ต้องพูดถึงเรื่อง อยากเป็นนู่นนี่นั่นอีกมากมาย ซึ่งอัดอั้นอยู่ในตัวของผมคนนี้
แน่นอนว่าทุกคนต้องเผชิญกับข้อจำกัดบางอย่างทำให้ไม่สามารถที่จะเป็นได้อย่างที่ต้องการ (ผมก็เช่นกัน) ซึ่งมีอยู่ด้วยกันอย่างน้อยสามประการครับ ได้แก่ ๑. เวลา ๒.พรสวรรค์ และ ๓. เงิน!!!, ว่าด้วยข้อจำกัดสองประการแรกนั้น เป็นข้อจำกัดที่เสมอภาคถ้วนเท่ากันทุกคน ดังนั้น จึงไม่เป้นที่น่าครวญครางในคอลัมน์นี้เสียเท่าไหร่นัก ส่วนที่ผมคิดว่าน่าจะนำมากล่าวถึงกันคงเป้นส่วนที่สามครับ คือ ข้อจำกัดในเรื่องงบประมาณ (Budget constraint)
ก็ไอ้เจ้าตัวเงินนี่หละครับ ที่ทำให้ผมอดลองอะไรหลายๆอย่าง… อาทิ ลองฝึกยิงปืน (ลูกละตั้งหลายตัง ยิงหมดกล่องที อดข้าวชดเชยอย่างน้อยมื้นนึงละครับ) หรือ ผมอยากเรียนภาษาปะกิต ก็ต้องจ่ายเป็นแสนเพื่อไปเรียนในสถาบันมีชื่อ เฮ้อ เมื่อไหร่นะครับที่ระบบตลาดทำให้คนเราโง่ลง!!! อย่างน้อยก็ในนัยที่ว่า คนเราไม่อาจจับจ่ายความรู้ได้โดยเสรี (และ ราคาถูก) อีกต่อไป เมื่อการจะเรียนรู้อะไรซักอย่างมันช่างแพงเหลือขนาด
ที่พูดเช่นนี้ อาจจะได้กลิ่น “มาร์กซ์” ตุ่ยๆลอยออกมาจากบทความผม ทว่า ไม่ใช่หรอกครับ ผมเป็นคนที่ยังอยู่ในปริมณฑลของเศรษฐศาสตร์กระแสหลักอย่างไม่ต้องสงสัยเลย หากแต่ บางทีเราก็น่าจะ ทบทวนถึง “มโนทัศน์ทางเศรษฐกิจ” ในใจของเราเองกันบ้างว่าแท้จริงแล้วเราอยากเห็น เศรษฐกิจอย่างไรกันแน่ เอาแบบที่เป็น เศรษฐกิจในฝัน on the rock!!! pureๆ ไม่ต้องสนว่ามันจะไปเหมือนมาร์กซ์ ฟรีดแมน หรือ ครูชบ เอาที่เราอยากเห็นจริงๆ มันหน้าตาเป็นอย่างไร
ผมอยากเห็นจัง อยากเห็นระบบเศรษฐกิจของไทย เป็นเศรษฐกิจที่ลอยอยู่บนกระแสความรู้ซึ่งไหลเชื่อมถึงกันอย่างเสรี ระหว่างคนหนึ่งสู่อีกคนหนึ่ง เราจะร่วมกันสรรค์สร้าง “ผลิตผลแห่งโลก” ซึ่งขยายมุมมองจากผลผลิตของตนเองไปสู่ผลผลิตที่ปราศจากความคับแคบในเรื่องรัฐชาติ ได้ไหม? เราอาจจะขายเพลง แต่เราไม่ขายวิชาด้านเพลง เราอาจจะขายภาพแต่เราไม่ขายความรู้ด้านการวาดภาพ เราจะได้รับและส่งต่อความรู้ถึงกันโดยไม่คิดค่าความรู้ซักสลึงเฟื่องได้ไหม? สิ่งเหล่านี้คือส่วนหนึ่งของ “ทุนนิยมใหม่”(ในภาษา อ.สฤณี อาชวานันทกุล อาจเรียกมันว่า “ทุนนิยมที่มีหัวใจ”, รึเปล่าว?) ซึ่งต้องเกิดขึ้น หากมนุษย์ต้องการจะเลี่ยงไปจากเสินทางแห่งหายนะ
ผมไม่ทราบว่าเราเสียโชแปง, ลีโอนาโด ดาวินซี หรือ นิโคลัส โคเปอร์นิคัส ไปแล้วกี่คนด้วยเหตุเพียงว่า เขาไม่มีตังค์พอจะเรียน หรือ เข้าถึงโอกาสทางการศึกษา, ผมอยากที่จะย้ำอีกครั้งว่า กลไกตลาดเสรีไม่ใช่ว่าจะช่วยให้เกิดประสิทธิภาพเสมอไป และ แน่นอนในกรณีนี้ กรณีการศึกษา มันทำให้สังคมโง่ลง!!! (ผมรู้ครับว่าผมพิมพ์ซ้ำเป้นครั้งที่สองแล้วว่า “โง่ลง”)
ในฐานะที่ผมกำลังใคร่ครวญอย่างหนักว่าจะไปกล่าวอะไรกับน้องๆ ในโครงการ Junior Science Talent Project (JSTP) หรือ โครงการพัฒนาอัจฉริยภาพทางวิทยาศาสตร์ ที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (บางมด) ผมคิดว่า ผมคงต้องย้ำเสียสามครั้งว่า “จงรับและจงให้ ความรู้เพื่อโลกของเรา” และขอยืมคำกล่าวของโบโน นักร้องนำวงยูทู ที่กล่าวกับนักศึกษามหาวิทยาลัยเพนซินวาเนีย ในวันที่ ๑๗ พฤษภาคม ๒๐๐๔ เนื่องในโอกาสจบการศึกษา มาบอกต่อแก่ทุกท่านว่า “เรื่องนี้ไม่ใช่เพียงอุดมการณ์ แต่มันคือภาวะฉุกเฉิน!!!”
สิ่งที่ผมกล่าวถึงนี้เป้นคนละเรื่องกับทรัพย์สินทางปัญญา ผมเห็นควรว่า สินค้าและบริการที่ถูกผลิตขึ้นจากองค์ความรู้อย่างจำเพาะ และ โดยเหงื่อที่หลากไหล ซึ่งหลายครั้งปนไปด้วยน้ำตา ควรได้รับการคุ้มครองอย่างถึงที่สุด… สิ่งที่ผมต้องการสื่อสารคือ เราต้องเคร่งคัดที่จะไม่ไป Copy และสมอ้างสิทธิเหนือผลงานของผู้อื่น อย่างไรก้ตามแต่ เราก็ควรจะสอนวิธีการสร้างผลงานเหล่านั้นได้ ด้วยต้องทุนที่ไม่เป้นอุปสรรคต่อการเรียนรู้ มิใช่หรือ?
หากความรู้ยังคงเป็นสินค้า และ เราทั้งหลายยังคงมั่นใจว่า “ตลาดวิชา” คือการแลกเปลี่ยนระหว่าง “ความรู้” กับ “เงิน” แล้วหละก็ ผมคิดว่าเราคงมีรางวันโนเบลไว้เพื่อเป็น ISO หรือ มอก. เท่านันหละครับ มันสิ้นไร้คุณค่า เฮ้! คนอยากเป็นครูอย่างผมไม่ใช่ตู้กดน้ำอัดลมนะ ที่จะปล่อยของออกมาเมื่อมี่คนหยอดตังค์อะ
พอกันที “ระบบตลาด” กับ “การถ่ายทอดความรู้” มันไปกันไม่ได้หรอก, อาจจะมีแม่สื่อพ่อชักพยายามจะจับให้ “เขา” และ “เธอ” คู่กัน แต่ว่ามันไม่น่าไปรอด มันดูไม่แฮปปี้เอนดิ้ง ไม่เหมาะสม ผิดผี ไม่ดีด้วยประการทั้งปวง, และเพื่อเป็นการริเริ่มให้เกิดขึ้นจริงมากกว่าการพร่ำพรายความในใจ… ด้วยกระบาลเล็กๆของผมนี้ ผมขอประกาศว่า สมองของผมคือ “สินค้าสาธารณะ” และ หากมันจะพอช่วยเหลือแก่บุคคลอื่นได้บ้าง ด้วยการให้ความรู้เชิงเศรษฐศาสตร์ก็ดี อื่นใดก็ดี ผมยินดีใช้มันโดยไม่รับผลตอบแทนใดๆ แน่นอนว่าภายใต้เงื่อนไขทางจริยธรรม และ เพื่อสังคมโลก
คุณจะร่วมไปกับการทดลองเล็กนี้ เพื่อประกายตาที่เปี่ยมไปด้วยความฝันและจินตนาการของเด็กๆหรือไม่… ตัดสินใจเร็วหน่อยนะครับ มีประกายตาวาววับมอดดับลง ในทุกๆนาทีที่เราเสียไปกับการรอให้คนอื่นเริ่มทำเพื่อสังคมก่อนแล้วเราค่อยทำตาม ขอบคุณแทนโลกใบนี้ล่วงหน้า และ ท้ายสุด… “ลาก่อน ไอ้โลก ตัวกู ของกู” เสงเคร็งใบเดิม บ๊ายบายยยยยยย”
ทรายระยับพับวาวสกาวเสก็ด
ดาวละเล็ดล่องลอยคอยหาว
พฤษพรรณพรายแพร่งกลิ่นกลั้วเกลา
เทียมเท่าทั่วถึงคำนึงธรรม
เศรษฐวัตรหากได้คล้ายดั่งนี้
คงดีสมสุขผดุงประสาน
เปลื่องทุกข์สุขได้เริงสำราญ
ชื่นบานไร้เบียนเลียนรอบตัว
เมื่อครั้งผมดูเรื่อง The Secret ซึ่งเป็นผลงานกำกับและแสดงนำโดย เจ โจว ผมอยากเล่นเปียนโนเป็น, เมื่อครั้งผมดูเรื่อง Whisper of the Heart ซึ่งเป็นผลงานภาพยนตร์การ์ตูนของค่าย จิมบิ ผมอยากเป็นช่างทำไวโอลิน (หลังจากที่เคยอยากเล่นไวโอลินเป็นมาแล้วตอนสมัยเด็กๆ), ครั่นเมื่อผมดูเรื่อง The curse of golden flower ซึ่งเป็นหนังอีกเรื่องหนึ่งที่เจ โจว แสดงเป็นตัวเอก ว่าด้วยเรื่องของอำนาจ และ ความทะยานอยากที่ทำให้ครอบครัวแยก (แล้วในระดับสังคมจะเหลือหรือครับ?) ผมก็อยากอ่านจีนออก-เขียนจีนได้ เสียเหลือเกินครับ… ยังไม่ต้องพูดถึงเรื่อง อยากเป็นนู่นนี่นั่นอีกมากมาย ซึ่งอัดอั้นอยู่ในตัวของผมคนนี้
แน่นอนว่าทุกคนต้องเผชิญกับข้อจำกัดบางอย่างทำให้ไม่สามารถที่จะเป็นได้อย่างที่ต้องการ (ผมก็เช่นกัน) ซึ่งมีอยู่ด้วยกันอย่างน้อยสามประการครับ ได้แก่ ๑. เวลา ๒.พรสวรรค์ และ ๓. เงิน!!!, ว่าด้วยข้อจำกัดสองประการแรกนั้น เป็นข้อจำกัดที่เสมอภาคถ้วนเท่ากันทุกคน ดังนั้น จึงไม่เป้นที่น่าครวญครางในคอลัมน์นี้เสียเท่าไหร่นัก ส่วนที่ผมคิดว่าน่าจะนำมากล่าวถึงกันคงเป้นส่วนที่สามครับ คือ ข้อจำกัดในเรื่องงบประมาณ (Budget constraint)
ก็ไอ้เจ้าตัวเงินนี่หละครับ ที่ทำให้ผมอดลองอะไรหลายๆอย่าง… อาทิ ลองฝึกยิงปืน (ลูกละตั้งหลายตัง ยิงหมดกล่องที อดข้าวชดเชยอย่างน้อยมื้นนึงละครับ) หรือ ผมอยากเรียนภาษาปะกิต ก็ต้องจ่ายเป็นแสนเพื่อไปเรียนในสถาบันมีชื่อ เฮ้อ เมื่อไหร่นะครับที่ระบบตลาดทำให้คนเราโง่ลง!!! อย่างน้อยก็ในนัยที่ว่า คนเราไม่อาจจับจ่ายความรู้ได้โดยเสรี (และ ราคาถูก) อีกต่อไป เมื่อการจะเรียนรู้อะไรซักอย่างมันช่างแพงเหลือขนาด
ที่พูดเช่นนี้ อาจจะได้กลิ่น “มาร์กซ์” ตุ่ยๆลอยออกมาจากบทความผม ทว่า ไม่ใช่หรอกครับ ผมเป็นคนที่ยังอยู่ในปริมณฑลของเศรษฐศาสตร์กระแสหลักอย่างไม่ต้องสงสัยเลย หากแต่ บางทีเราก็น่าจะ ทบทวนถึง “มโนทัศน์ทางเศรษฐกิจ” ในใจของเราเองกันบ้างว่าแท้จริงแล้วเราอยากเห็น เศรษฐกิจอย่างไรกันแน่ เอาแบบที่เป็น เศรษฐกิจในฝัน on the rock!!! pureๆ ไม่ต้องสนว่ามันจะไปเหมือนมาร์กซ์ ฟรีดแมน หรือ ครูชบ เอาที่เราอยากเห็นจริงๆ มันหน้าตาเป็นอย่างไร
ผมอยากเห็นจัง อยากเห็นระบบเศรษฐกิจของไทย เป็นเศรษฐกิจที่ลอยอยู่บนกระแสความรู้ซึ่งไหลเชื่อมถึงกันอย่างเสรี ระหว่างคนหนึ่งสู่อีกคนหนึ่ง เราจะร่วมกันสรรค์สร้าง “ผลิตผลแห่งโลก” ซึ่งขยายมุมมองจากผลผลิตของตนเองไปสู่ผลผลิตที่ปราศจากความคับแคบในเรื่องรัฐชาติ ได้ไหม? เราอาจจะขายเพลง แต่เราไม่ขายวิชาด้านเพลง เราอาจจะขายภาพแต่เราไม่ขายความรู้ด้านการวาดภาพ เราจะได้รับและส่งต่อความรู้ถึงกันโดยไม่คิดค่าความรู้ซักสลึงเฟื่องได้ไหม? สิ่งเหล่านี้คือส่วนหนึ่งของ “ทุนนิยมใหม่”(ในภาษา อ.สฤณี อาชวานันทกุล อาจเรียกมันว่า “ทุนนิยมที่มีหัวใจ”, รึเปล่าว?) ซึ่งต้องเกิดขึ้น หากมนุษย์ต้องการจะเลี่ยงไปจากเสินทางแห่งหายนะ
ผมไม่ทราบว่าเราเสียโชแปง, ลีโอนาโด ดาวินซี หรือ นิโคลัส โคเปอร์นิคัส ไปแล้วกี่คนด้วยเหตุเพียงว่า เขาไม่มีตังค์พอจะเรียน หรือ เข้าถึงโอกาสทางการศึกษา, ผมอยากที่จะย้ำอีกครั้งว่า กลไกตลาดเสรีไม่ใช่ว่าจะช่วยให้เกิดประสิทธิภาพเสมอไป และ แน่นอนในกรณีนี้ กรณีการศึกษา มันทำให้สังคมโง่ลง!!! (ผมรู้ครับว่าผมพิมพ์ซ้ำเป้นครั้งที่สองแล้วว่า “โง่ลง”)
ในฐานะที่ผมกำลังใคร่ครวญอย่างหนักว่าจะไปกล่าวอะไรกับน้องๆ ในโครงการ Junior Science Talent Project (JSTP) หรือ โครงการพัฒนาอัจฉริยภาพทางวิทยาศาสตร์ ที่มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (บางมด) ผมคิดว่า ผมคงต้องย้ำเสียสามครั้งว่า “จงรับและจงให้ ความรู้เพื่อโลกของเรา” และขอยืมคำกล่าวของโบโน นักร้องนำวงยูทู ที่กล่าวกับนักศึกษามหาวิทยาลัยเพนซินวาเนีย ในวันที่ ๑๗ พฤษภาคม ๒๐๐๔ เนื่องในโอกาสจบการศึกษา มาบอกต่อแก่ทุกท่านว่า “เรื่องนี้ไม่ใช่เพียงอุดมการณ์ แต่มันคือภาวะฉุกเฉิน!!!”
สิ่งที่ผมกล่าวถึงนี้เป้นคนละเรื่องกับทรัพย์สินทางปัญญา ผมเห็นควรว่า สินค้าและบริการที่ถูกผลิตขึ้นจากองค์ความรู้อย่างจำเพาะ และ โดยเหงื่อที่หลากไหล ซึ่งหลายครั้งปนไปด้วยน้ำตา ควรได้รับการคุ้มครองอย่างถึงที่สุด… สิ่งที่ผมต้องการสื่อสารคือ เราต้องเคร่งคัดที่จะไม่ไป Copy และสมอ้างสิทธิเหนือผลงานของผู้อื่น อย่างไรก้ตามแต่ เราก็ควรจะสอนวิธีการสร้างผลงานเหล่านั้นได้ ด้วยต้องทุนที่ไม่เป้นอุปสรรคต่อการเรียนรู้ มิใช่หรือ?
หากความรู้ยังคงเป็นสินค้า และ เราทั้งหลายยังคงมั่นใจว่า “ตลาดวิชา” คือการแลกเปลี่ยนระหว่าง “ความรู้” กับ “เงิน” แล้วหละก็ ผมคิดว่าเราคงมีรางวันโนเบลไว้เพื่อเป็น ISO หรือ มอก. เท่านันหละครับ มันสิ้นไร้คุณค่า เฮ้! คนอยากเป็นครูอย่างผมไม่ใช่ตู้กดน้ำอัดลมนะ ที่จะปล่อยของออกมาเมื่อมี่คนหยอดตังค์อะ
พอกันที “ระบบตลาด” กับ “การถ่ายทอดความรู้” มันไปกันไม่ได้หรอก, อาจจะมีแม่สื่อพ่อชักพยายามจะจับให้ “เขา” และ “เธอ” คู่กัน แต่ว่ามันไม่น่าไปรอด มันดูไม่แฮปปี้เอนดิ้ง ไม่เหมาะสม ผิดผี ไม่ดีด้วยประการทั้งปวง, และเพื่อเป็นการริเริ่มให้เกิดขึ้นจริงมากกว่าการพร่ำพรายความในใจ… ด้วยกระบาลเล็กๆของผมนี้ ผมขอประกาศว่า สมองของผมคือ “สินค้าสาธารณะ” และ หากมันจะพอช่วยเหลือแก่บุคคลอื่นได้บ้าง ด้วยการให้ความรู้เชิงเศรษฐศาสตร์ก็ดี อื่นใดก็ดี ผมยินดีใช้มันโดยไม่รับผลตอบแทนใดๆ แน่นอนว่าภายใต้เงื่อนไขทางจริยธรรม และ เพื่อสังคมโลก
คุณจะร่วมไปกับการทดลองเล็กนี้ เพื่อประกายตาที่เปี่ยมไปด้วยความฝันและจินตนาการของเด็กๆหรือไม่… ตัดสินใจเร็วหน่อยนะครับ มีประกายตาวาววับมอดดับลง ในทุกๆนาทีที่เราเสียไปกับการรอให้คนอื่นเริ่มทำเพื่อสังคมก่อนแล้วเราค่อยทำตาม ขอบคุณแทนโลกใบนี้ล่วงหน้า และ ท้ายสุด… “ลาก่อน ไอ้โลก ตัวกู ของกู” เสงเคร็งใบเดิม บ๊ายบายยยยยยย”
ไปเจออะไรมารึจารย์ ???
วันนี้ผมพึ่งอยู่ดีๆ ก็เดินไปเสนอ ขอสอนน้องๆ รัดสาดจุฬาฟรีในวิชา foundation economics (ได้รับสายตาหวาดระแวงกลับมา ฮา, สงสัยกลัวว่าเราจะไปหลอก เพราะ อ.วรากรณ์ สามโกเสส บอกว่าของฟรีไม่มีในโลก อิอิ)
อ่า นะ, พูดปุ๊บต้องทำปั๊บเรยให้มันรุ้ไปว่าความรุ้ไม่ได้มีไว้ขาย !!!
Foundation Econ เราก็เรียนนะ ไม่ค่อยรู้เรื่อง และไม่ค่อยได้เข้าเรียน… – -”
ผมยังไม่ได้ดู The Whisper of the Heart (สตูดิโอชื่อ Ghibli นะคับ) ไว้จะหามาดู
ไหนๆ ก็ตอบลงมาแล้ว ขอแบ่งปันอะไรหน่อยละกันนะครับ เมื่อหลายเดือนก่อน ประมาณเดือน พ.ย. ปีที่แล้ว ผมได้รับการชักชวนให้กลับไปที่โรงเรียนและเริ่มโครงการลับๆ กับคนกลุ่มหนึ่ง ซึ่งก็คือเหล่า เด็กวงโยฯ (วงโรงเรียน) ครับ โดยกลับไปครั้งนี้เราไปสร้างงานที่ไม่เคยมีในโรงเรียนของผม มันก็คืองานคอนเสิร์ต Wind Symphonic ในโอกาสครบรอบ 10 ปี วงโรงเรียนนั่นเอง การฝึกซ้อมเริ่มกันตั้งแต่เดือนมกราคม และได้จัดแสดงไปเมื่อวันที่ 29 พฤษภาคมที่ผ่านมา ณ หอประชุมโรงเรียนครับ โดยหลักแล้วงานที่ผมลงไปช่วยน้องๆ (เสือก) นอกเหนือจากการเป็นสมาชิกเฉพาะกิจของวง SG Band and the Alumni แล้ว คือการเข้าไปดูแลน้องๆ ในการจัดแสดงและการฝึกซ้อม ปลอบใจ Conductor ปริ๊นท์โน้ตสกอร์ เป็นตากล้อง รวมถึงพามาสเตอร์ที่โรงเรียนไปกินข้าวเพื่อเจรจาขอให้มาเปิดห้องซ้อม (แล้วมาเปิดให้มั๊ย.. เหอะๆ)
สิ่งที่คิดว่าได้ทำไปให้กับโครงการนี้ คือได้ฝึกให้น้องๆ ที่อยู่ในวง ได้เรียนรู้ทักษะอะไรที่พวกพี่เก่าเคยรู้ (ที่ครูในสมัยนี้ไม่สอน) ได้มีโอกาสร่วมเล่นในงานใหญ่ ได้เข้าค่าย ฝึกระเบียบวินัย (ปีหลังๆ วงมันแห้งแล้งมาก ไม่มีส่งประกวดอะไรเลย ไม่มีเข้าค่ายด้วยซ้ำ) ได้เจออะไรทั้งที่ดีและไม่ดี อย่างที่รุ่นพี่เคยเจอกันมา มันเป็นเวลาที่สนุกสนานและยาวนานเหลือเกิน
หลังจากที่ฝึกซ้อมกันมา 5 เดือน โน้ตตัวแรกก็บรรเลงอยู่ในหอประชุมโรงเรียนที่ถูกแปรสภาพไปเป็นเวทีคอนเสิร์ต เพลงแล้วเพลงเล่าบรรเลงผ่านไป โดยไม่มากก็น้อย, มีแรงกระเพื่อมบางอย่างเกิดขึ้นกับทั้งน้องๆ ในวง ทั้งพี่เก่า ทั้งอธิการ มาสเตอร์ สมาคมศิษย์เก่า และคนดู มันไม่ใช่แค่การสร้างงาน แต่มันเป็นการถ่ายทอดสิ่งที่พี่ๆ เคยได้รับ ให้กับน้องๆ และหวังว่าน้องๆ จะทำให้อะไรๆ ดีขึ้นกว่าที่มันเป็น
สรุปแล้ว มันเกี่ยวข้องกับหัวข้อเรื่องนี้มั๊ยผมก็ไม่รู้
ต้นทุนจากเรื่องคืออะไร ก็ไม่รู้ ตลาดอยู่ที่ไหน ก็ไม่รู้
มาร์กซรึเปล่า ไม่รู้เหมือนกัน คงต้องขอให้เหล่าเมพช่วยชี้แนะ
เป็นครั้งแรกที่เขียนตอบในเวบนี้ได้ยาวขนาดนี้ 555
ขอบคุณทุกคนที่เสียเวลาอ่านครับ
ปล. เครื่องดนตรีที่ผมเล่น เป็นเครื่องเดียวกับที่น้องสาว อ.แบงค์เล่นครับ (แล้วมึงไปรู้มาได้ยังไง)
อุดมการณ์กินไม่อิ่ม แต่ก็ถ้าไม่อ้วนเท่าไหร่ก็ไม่ต้องกินมากอยู่แล้ว
ดีครับดี
เฮ็ดในสิ่งเที่เซื่อ เซื่อในสิ่งที่เฮ็ดครับ