ผมมานั่งคิดเล่น ๆ ถึงหัวข้อ “ความยากจน” แต่ผมจะไม่นั่งตั้งคำถาม หรือหาคำตอบว่า ความยากจนคืออะไร? เราจะแก้ปัญหาความยากจนในระดับประเทศไทย หรือระดับโลกอย่างไร? หรือ อะไรเป็นต้นเหตุของความยากจน (เพราะคิดไม่ออก) แต่ผมมาลองตั้งคำถามแบบเฉพาะเจาะจงลงมาหน่อยว่า เราจะแก้ปัญหาความยากจนบนโลกด้วย “ชุดเครื่องมือ” อะไร?
แต่พอใช้เวลาคิดอยู่ประมาณสิบวินาที ก็ได้คำตอบว่า มันไม่มีคำตอบที่ถูกต้องแน่ชัด และเบ็ดเสร็จที่ใครบนโลกนี้จะรู้ ในเวลาปัจจุบันอย่างแน่นอน, ทุกแนวทาง ทุกความคิดเห็นที่ถูกนำเสนอ ล้วนเป็นสิ่งที่ทุกคนคิดเอาเองว่า “น่าจะถูกต้อง” ทั้งนั้น เพราะตามตรรกะแล้ว ถ้ามันมี solution ที่ถูกต้องแน่นอนที่มนุษย์รู้แล้ว, ปัญหาความยากจนก็คงได้รับการแก้ไขไปเบ็ดเสร็จไปแล้ว
เราอาจต้องแก้ไขในระดับตัวบุคคลด้วยหลักพุทธศาสนา ศีลธรรม หรือหลักความพอเพียง
เราอาจต้องแก้ไขในระดับสังคมด้วยการเมือง ธุรกิจ กฏหมาย หรือหลักรัฐศาสตร์
เราอาจต้องแก้ไขในระดับข้อจำกัดของธรรมชาติด้วย ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ ความรู้ทางสังคมศาสตร์ ความรู้ทางเศรษฐศาสตร์ หรือความรู้ทางการบริหาร การจัดการ
ซึ่งทั้งหมดนี้ ผมเชื่อว่า เมื่อถึงจุด ๆ หนึ่งในอนาคต เมื่อศาสตร์ทุกแขนงถึงจุดที่เหมาะสมของมันแล้ว เงื่อนไขทั้งหมดจะนำพาให้โลกเราหายจากความยากจนได้ หรือไม่อย่างนั้น มนุษยชาติก็ต้องสิ้นสุดไปซะก่อน
ความยากจนอาจจะแก้ไขได้ด้วยชุดเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ ถ้าเมื่อนักวิศวกรรมศาสตร์พันธุศาสตร์ คิดค้นวิธีการตัดต่อพันธุกรรมข้าว ให้มีผลิตผลได้มากขึ้น 1,000 เท่า โลกเราคงหายหิว แต่คงเป็นไปได้ยากอยู่ดี ถ้ามนุษย์ยังไม่มีระบบการจัดการ กระจายข้าวให้ข้าวตกถึงท้องทุกคนบนโลก เพราะติดเรื่องกลไกของรัฐ เงื่อนไขทางธุรกิจ หรือเพราะความเห็นแก่ตัวระดับตัวบุคคล
ความยากจนอาจจะแก้ไขได้ด้วยชุดเครื่องมือวิทยาการทางสมอง ถ้าเมื่อนักวิทยาศาสตร์สมอง คิดค้นแฮนดี้ไดร์ฟแบบใหม่ แค่จิ้มพอร์ตยูเอสบีเข้าหน้าผากก็ก๊อปปี้ความรู้กันได้ โลกเราคงลดความเท่าเทียมจากความรู้ที่จำกัดแต่ในสถานศึกษาอันดับต้น ๆ ของโลกได้ แต่คงเป็นไปได้ยาก ถ้าด้วยความคิดของมนุษย์ที่ว่า กูเก่ง แต่กูไม่อยากให้มึงเก่งแบบกู กูอยากให้มึงโง่ ๆ อย่างนี้แหละ กูจะได้เอาเปรียบมึงไปอีกนาน ๆ
ความยากจนอาจจะแก้ไขได้ด้วยชุดเครื่องมือของศาสนา ถ้าศาสนานั้นสามารถสอนให้ทุกคนรู้จักแบ่งปัน และรักกัน แต่จะทำยังไง ถ้าวิทยาการล่าสุดของเรา ผลิตน้ำสะอาดได้ขวดเดียวสำหรับคนสิบคน, สงคราม และความยากจนก็ต้องเกิดขึ้นอยู่ดี
ความยากจนอาจจะแก้ไขได้ด้วยชุดเครื่องมือ … ถ้า … แต่ …
ความยากจนอาจจะแก้ไขได้ด้วยชุดเครื่องมือ … ถ้า … แต่ …
ความยากจนอาจจะแก้ไขได้ด้วยชุดเครื่องมือ … ถ้า … แต่ …
ความยากจนอาจจะแก้ไขได้ด้วยชุดเครื่องมือ … ถ้า … แต่ …
ความยากจนอาจจะแก้ไขได้ด้วยชุดเครื่องมือ … ถ้า … แต่ …
ย้อนกลับมาที่ความเชื่อส่วนตัวผมอีกที
ความยากจนอาจจะแก้ไขได้ด้วยชุดเครื่องมือ … “ใหม่ ๆ” ทุกชุดรวม ๆ กัน … ถ้ามนุษย์จำนวนนึง พร้อมใจแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง และเชื่อมโยงทุกความคิด และการกระทำเข้ากันได้อย่างเป็นรูปธรรม
… แต่ … เพียงแค่ตอนนี้ เรายังทำได้ไม่สำเร็จ 100 เปอร์เซ็นต์ ก็เท่านั้น
ปัญหาก็คือ
“ถ้ามนุษย์จำนวนหนึ่งช่วยกัน” แล้ว ไอ้จำนวนนั้นมัน เป็นใครฮะ?
เฮ้อ….สัตว์เศรษฐกิจ หนอ….
สวัสดีครับคุณ ekaridhi.
ดีมากที่ได้มีโอกาสอ่านงานเขียนล่าสุดของคุณอีกครั้ง.
หลังจากที่ได้อ่านงานเขียน,ที่นำเสนอเรื่องสื่อมาโดยตลอด, คราวนี้ข้าพเจ้าได้เจอกับเรื่องราวของประเด็นที่เปลี่ยนแปลงจากเดิมค่อนข้างมาก, นั่นคือความยากจน.
“ความยากจน”
หากให้ว่าเรื่องความยากจนในประเด็นต่างต่างคงได้รับคำตอบนานาประการจะกล่าวหมด. แต่มีสิ่งหนึ่งที่ความยากจน และรวมถึงความ….(ความต่างต่างแล้วแต่จะรังสรรค์) เหมือนกันในจุดร่วม คือ การเชื่อมั่นและปฏิบัติตามระบบคุณค่าของความ…นั้นนั้น, โดยปราศจากความเข้าใจ และการกระทำที่เหมาะสม.
อย่างแรกสุด, ยากที่จะปฏิเสธ และหาสมมติฐานอื่นมาแทนที่ความละโมภตะกละของมนุษย์เราเรา. ดังนั้น จงยอมรับมัน !!!
หลังจากนั้น,
ลองจินตนาการปัจเจกบุคคลที่มีทุนทรัพยากรบุคคลมากทั้งเชิงคุณภาพและปริมาณ, อาทิเช่น ปัจเจกบุคคลที่มีเพื่อนพ้อง, น้องพี่, และบริวารมากมาย, ซึ่งล้วนแต่มีจิตวิณญาณเชิงบวก. ความเอื้อเฟื้อ, ความเผื่อแผ่, เห็นอกเห็นใจ, เกื้อกูล, ซื้อสัตย์, ห่วยใย, และอื่นอื่นที่เกี่ยวข้อง, สิ่งเหล่านี้เป็นตัวอย่างที่ดีของเชิงคุณภาพ, จิตวิญญาณเชิงบวก (สร้างมูลค่าให้ในยามปกติ).
(กลุ่มที่ 1)
ลองจินตนาการปัจเจกบุคคลที่มีทุนทรัพยากรทางเศรษฐกิจทั้งเชิงคุณภาพและปริมาณ, อาทิเช่น ปัจเจกบุคคลที่มีเงินทุน, หุ้น, พันธบัตร, สัญญาล่วงหน้า, ที่ดิน, แรงงาน, เครื่องมือ, และสินทรัพย์อื่นอื่น, ที่ล้วนแต่สร้างมูลค่าในยามปกติ และความเสี่ยงในช่วงเวลาไม่ปกติ. ผลตอบแทนในรูปของดอกเบี้ย, ปันผล (เงิน, หุ้นกู้, หุ้นสามัญ,…,เป็นต้น), ผลต่างของมูลค่า, และอื่นอื่นที่เกี่ยวข้อง, ทั้งหมดที่กล่าวมานี้คือตัวอย่างเชิงคุณภาพของทุนทรัพยากรเศรษฐกิจ.
(กลุ่มที่ 2)
ลองจินตนาการปัจเจกบุคคลที่มีทุนทรัพยากรทางการเมืองทั้งเชิงคุณภาพและปริมาณ, ตัวอย่างเช่น ปัจเจกบุคคลที่มีเครือข่ายบุคคล, เครือข่ายนิติบุคคล (บริษัท), รายการติดต่อทั้งบุคคลและข้อมูล, รวมถึงอำนาจรัฐซึ่งได้รับ และจากการเป็นสังคม (อำนาจของตำรวจ ตามหน้าที่รักษาความสงบในชุมชุน, อำนาจทหาร ตามหน้าที่รักษาความสงบของที่ตั้งประเทศ, อำนาจข้าราชการ ตามหน้าที่บริหารจัดการสังคม), จำนวนมากมาก, ซึ่งร่วมสรรค์สร้างและปกป้องรักษาผลประโยชน์ร่วมกัน. ความเอื้อเฟื้อในเครือข่าย, ความเผื่อแผ่ในเครือข่าย, ความเห็นอกเห็นใจในเครือข่าย, ความเกื้อกูลในเครือข่าย, ความซื่อสัตย์ในเครือข่าย, ความห่วงใยในเครือข่าย, และอื่นอื่นในเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง, เหล่านี้เป็นตัวอย่างชัดเจนของเชิงคุณภาพ.
(กลุ่มที่ 3)
ข้อสังเกต
เชิงปริมาณ เป็นจำนวนคงที่ ณ เวลาหนึ่ง และประมาณการได้ง่าย.
เชิงคุณภาพ เป็นจำนวนที่ไหลต่อเนื่อง ณ ช่วงเวลาหนึ่ง และประมาณการได้ยาก.
“ความเข้าใจ และการกระทำที่เหมาะสม”
สมมติสังคมเชื่อทุนนิยมอย่างปัจจุบัน.
โครงสร้าง 3 เสาหลัก, สังคม, เศรษฐกิจ, และการเมือง, สนับสนุนทุนนิยม.
สถาณการณ์ ขอสินเชื่อ ณ สาขา ของธนาคารหนึ่ง.
ลองจิตนาการปัจเจกบุคคลกลุ่มที่ 1 เสนอโครงการขอสินเชื่อจากผู้จัดการสาขาจากทุน. ลองจินตนาการความคิดของผู้จัดการในฐานะตัวแทนธนาคารที่มีต่อบุคคลกลุ่มนี้. ลองจินตนาการผลลัพธ์ที่บุคคลกลุ่มนี้ได้รับ. ลองจินตนาการ…
พบว่า โอกาส น้อยมาก หรือน้อยที่สุดของกลุ่มนี้ที่จะได้รับสินเชื่อ, ตามความเป็นจริง ในขณะเดียวกันสินเชื่อมาจากเงินฝากของคนทุกกลุ่ม. เงินฝากที่เริ่มแรกสัดส่วนมากมาจากคนกลุ่มนี้ และถูกดูดซับโดยคนกลุ่มที่ 2 และ 3 ในระยะต่อมา. มากกว่านั้น, ระยะเวลาดำเนินการอาจช้าที่สุด.
พบว่า โครงการที่เสนอโดยคนกลุ่มนี้เสนอตามความเป็นไปที่จริงโดยส่วนใหญ่.
ลองจินตนาการปัจเจกบุคคลกลุ่มที่ 2 เสนอโครงการขอสินเชื่อจากผู้จัดการสาขา. ลองจินตนาการความคิดของผู้จัดการในฐานะตัวแทนธนาคารที่มีต่อบุคคลกลุ่มนี้. ลองจินตนาการผลลัพธ์ที่บุคคลกลุ่มนี้ได้รับ. ลองจินตนาการ…
พบว่า โอกาส มากกว่าของคนกลุ่มนี้ที่ได้รับสินเชื่อ, ตามความเป็นจริง. มากกว่านั้น, ระยะเวลาดำเนินการอาจเร็ว.
พบว่า โครงการที่เสนอโดยคนกลุ่มนี้เสนอโดยมีวาระซ่อนเร้น, สิ่งที่ประจักษ์แก่สายตาไม่ตรงตามที่เสนอเสียทั้งหมด.
ลองจินตนาการปัจเจกบุคคลกลุ่มที่ 3 เสนอโครงการขอสินเชื่อจากผู้จัดการสาขา. ลองจินตนาการความคิดของผู้จัดการในฐานะตัวแทนธนาคารที่มีต่อบุคคลกลุ่มนี้. ลองจินตนาการผลลัพธ์ที่บุคคลกลุ่มนี้ได้รับ. ลองจินตนาการ…
พบว่า โอกาส มากกว่า หรือมากที่สุดของคนกลุ่มนี้ที่ได้รับสินเชื่อ, ตามความเป็นจริง. มากกว่านั้น, ระยะเวลาดำเนินการอาจเร็วที่สุด.
พบว่า โครงการที่เสนอโดยคนกลุ่มนี้เสนอโดยมีวาระซ่อนเร้น และอาจเป็นเพียงองค์ประกอบตามชื่อ (หาไม่สะท้อน หรือสื่อสารตัวโครงการที่แท้จริง), สิ่งที่ประจักษ์แก่สายตาไม่ตรงตามที่เสนอเสียทั้งหมด.
ข้อบ่งชี้
ก) เป็นการยากที่ต้องพิจารณาการขอสินเชื่อโดยทุนทางสังคม, และยากกว่าโดยเทียบกับทุนทางเศรษฐกิจ, โดยเฉพาะการให้คุณค่าหรือมูลค่า.
ข) ทุนทางเศรษฐกิจที่จับต้องไม่ได้ยังสามารถถูกตีมูลค่าได้.
ค) ทุนทางการเมืองท่ีเกือบทั้งหมดจับต้องไม่ได้ถูกตีมูลค่าสูงกว่าความเป็นจริงเสียส่วนใหญ่.
คิดอีกทาง.
ลองจินตนาการโครงสร้างระบบธนาคารที่เปิดโอกาสกับคนทุกกลุ่ม, เช่น, ขั้นตอนที่เหมาะสมเข้ากับคนที่มีทุนหลักประกันแตกต่างกัน. ลองจินตนาการผู้ปฎิบัติตามโครงสร้างระบบกระทำการที่เหมาะสม, ยกตัวอย่างเช่น, การตีมูลค่าทุนตามความเป็นไป, ไม่สูงกว่า, หรือตำ่กว่าโดยเปรียบเทียบ.
ในกรณีนี้, เข้าใจว่าเป็นทางออกที่เหมาะสม คือ การสร้างความเข้าใจ และการกระทำที่เหมาะสมของแต่ละส่วนย่อยของแต่ละพื้นที่.
ดังนั้น, ไม่ว่าบริบท,ที่คนส่วนใหญ่เชื่ือ หรือยึดหลักอะไรสักอย่าง (สิ่งที่ดูเหมือนว่าเป็นหลักในการกระทำกิจกรรม), จึงไม่สำคัญเท่ากับ ความเข้าใจและการกระทำที่เหมาะสม. ความเหมาะสมนี้ หมายถึง โอกาสที่ทุกส่วนย่อยได้รับ หรือย่อยที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ในกรณีที่เหมาะสมที่สุด, ไม่ว่าจะใช้เกณฑ์การแบ่งใดการแบ่งหนึ่ง. แต่นั้นไม่ได้หมายความว่า “ขนาด” ของโอกาสต้องเท่ากัน, เพียงแต่ “การกระจาย” ของโอกาสต้องเท่ากัน.
เมื่อทำได้, ความยากจนที่ควรจะเป็นจะหายไป.
เมื่อยังเชื่อว่า,
ทุนทางสังคมถูกให้คุณค่ายาก และเกือบเป็นไปไม่ได้,
ทุนทางการเมืองถูกให้คุณค่าง่ายมาก และเป็นไปได้มาก,
ทุนทางเศรษฐกิจถูกให้คุณค่าง่าย และเป็นไปได้มาก,
ความยากจนที่อยากให้เป็นจะเป็นอยู่โดยตั้งใจตลอดไป
สวัสดีคุณ ekaridhi อีกครั้งหนึ่ง.
ท่าทางท่านน่าจะไม่ค่อยสะดวกเท่าที่ควร เพราะไม่เห็นหน้าค่าตาในกระทู่เสียเลย.
พอดีเพิ่งได้มีโอกาสหยินหนังสือพิมพ์หัวคุณภาพ, กรุงเทพธุรกิจ, เล่มหนึ่งมาอ่านหลังจากที่ไม่ได้อ่านไปช่วงหนึ่ง. โดยบังเอิญกับคำอภิปรายก่อนหน้านี้ของข้าพเจ้า, คอลัมน์แจงสี่เบี้ย ได้ทำเสนอเร่ื่อง “ไมโครไฟแนนซ์” หรือที่บางคนแปลเป็นภาษาไทยว่า “การเงินระดับฐานราก”.
ไมโครไฟแนนซ์
ด้วยรูปแบบของการใช้บริการทางการเงิน, ที่จำเป็นต้องสร้างขึ้นสำหรับเฉพาะกลุ่มผู้ด้อยโอกาส-จริงจริงแล้วคือกลุ่มชนส่วนน้อย, โอกาสน้อยกว่าโดยเปรียบเทียบ, หลายคนมองว่าเป็นธุรกิจบริการที่มีต้นทุนสูง, ไม่คุ้มค่ากับการลงทุนและรับภาระความเสี่ยง, หรือเป็นภาระงานช่วยเหลือสังคม. จากเหตุทั้งหมดที่กล่าวมา, ไมโครไฟแนนซ์จึงเป็นภาระของรัฐ, องค์กรอิสระที่ไม่ใช่รัฐ, กลุ่มที่รวมขึ้นเพื่อพึงพาตนเอง.
โดยทั่วไป, กล่าวได้ว่า ไมโครไฟแนนซ์เป็นเครื่องมือสำคัญหนึ่งต่อการก้าวออกจากความยากจนโดยพร้อมกันของชนทุกกลุ่มการแบ่ง.
เห็นแล้วจารย์เป้งน่าจะทราบรายละเอียดเรื่องนี้เป็นอย่างดี, ทว่าความมุมานะทางการเงินของท่านยังคงมีอยู่.
สวัสดี triamboy
ความจริงแล้วสะดวกมากเลย เพียงแต่เวลาเข้ามาอ่านบทความใน bordeure แล้ว ส่วนใหญ่จะไม่ค่อยเข้าใจในเนื้อหา เพราะไม่มีความรู้พื้นฐานทางเศรษฐศาสตร์ เวลาเจอศัพท์เทคนิคในแต่ละบทความเลยค่อนข้างมึนตึ๊บ
จะคอมเมนต์เป็นเครื่องหมายเควสชั่นแมสส ก็ยังไงอยู่ เดี๋ยวเค้าจะนึกว่า ไอ้นี่ spam ไวรัสรึเปล่า 555 ?? ???????? ??
พูดถึงเรื่อง micro finance ผมเคยอ่านหนังสือเรื่อง banker for the poor อ่านไปอ่านมา อยากจะรู้เหมือนกัน ถึงความเป็นไปได้ในการทำ ธุรกิจธนาคารเพื่อสังคมแบบนี้ในไทย ว่าเป็นไปได้มากน้อยขนาดไหน ติดปัญหาอะไร มีเงื่อนไขอะไรบ้าง ผมอ่านแล้วรู้สึกว่า เรื่องนี้ เป็น โมเดลที่ วิน-วิน สำหรับทุก ๆ ฝ่าย เหมือนจะช่วยคนหิว ก็ไม่ใช่ให้ปลาเค้ากิน แต่เป็นการให้เครื่องมือในการให้เค้าไปจับปลา เพื่อที่เค้าจะได้มีปลากินตลอดไป
ใครเป็นมือโปรฯ รบกวนเขียนบทความ ผมจะส่ง sms โหวตให้ทุกอาทิตย์เลยย บอก V ด้วยนะ 5555
555 ??? 555 ???
Do not worry about those technical terms, just words. I could feel that you have some sense of economics as it is everyone explanation. At least, You have had interested in economics for some time which could feel in some of your writings.
to talk about microfinance, Peng could have better condition of it? I could join your writing, Peng, providing that you initially start up. If you, Jim, has time, you should start writing today which could learn from all kinds of media including discussion as well.
??? 555 ??? 555
sorry to comment in english.
@Tae: ไม่ให้อภัยเรื่องภาษาอังกฤษนะ (ฮา)
@Jim: ว่าถึงเรื่องความยากจน ผมพึ่งกลับจากการลงพื้นที่เพื่อวินิจฉัย และ วางแผนจ่ายยาเพื่อแก้ไขปัญหาความยากจนในระดับพื้นที่สูงในจังหวัดน่านพอดีครับ… เลยทำให้ต้องขบควรในเรื่องนี้อยู่พอสมควร แต่ยังไม่มีเวลา conceptualize สิ่งที่ได้ออกมาเป็นระบบ มากนัก จึงขอนำมาแบ่งปันเป็น bullet point แยกส่วนแล้วกันนะครับ
๑) ผมคิดว่า ประเด้น “ถ้า…แต่” ที่ ekaridhi ว่านั้น มีส่วนหนึ่งซึ่งถูกพูดถึงอยู่บ่อยก็คือ การนำ Science and Technology เข้ามาช่วยเกษตรกร ซึ่งเป้นสิ่งยังขาดอยู่มากจริงๆ ดังนั้นข้อสรุปเบื้องต้นองผมก็คือ มหาวิทยาลัยซึ่งเป้นผู้ผูกขาดความรู้เหล่านี้อยู่จะต้องเข้าไปเป้นส่วนหนึ่งของชุมชน (มากกว่าหมกมุ่นอยู่กับโจทย์เชิงวิชาการที่ไม่ได้มี contribution อะไรกับสังคมโดยรอบมหาวิทยาลัยเลย) อย่างไรก็ตาม… การพูดนั้นง่ายแต่ทำจริงรากเลือด เพราะ มหาวิทยาลัยที่จะทำเรื่องนี้ได้นั้นต้องทำอย่างเป็น “ระบบ” ไม่ใช้เป็นการทำโดยศรัทธาส่วนตัวของอาจารย์บางท่าน เพราะ อาจารย์ท่านนั้นจะแบกต้นทุนหัวบานแทนสังคมภาพรวมจนท้ายสุดก็ทนไม่ไหวไปเอง
ในหลายมหาวิทยาลัยซึ่งอธิการบดีมีวิสัยทัศน์ได้พยายามที่จะผลักดันแนวคิดนี้ในเชิงระบบมากขึ้นเช่น การให้นำเวลาและ man power ที่ใส่ลงไปกับการทำวิจัยเพื่อพัฒนาชุมชนนำมาคำนวณเทียบค่าการสอน และ ดึงงบพัฒนาการศึกษามาสนับสนุนกิจกรรมเพื่อสังคม (จากแต่เดิมที่เราตีความอย่างแคบทำให้งบพัฒนาการศึกษาต้องนำมาใช้ในห้องเรียนเท่านั้น) เป็นต้น
สรุป, การจะช่วยผลักดัน “ชาวบ้าน” โดยเฉพาะใน Agricultural sector ให้มีคุณภาพที่ดีขึ้นนั้น จึงต้องการ Systematic bridging process ระหว่างมหาวิทยาลัยกับชุมชนที่มากขึ้น เพื่อถ่ายทอดความรู้ และ เทคโนโลยี (และที่สำคัญเพื่อให้นักวิชาการไม่ลืมเหง้าของตัว) นั้นเอง
๒) ผมว่าการศึกษาของเด็กในชุมชนเป็นสิ่งสำคัญที่จะวัดการพัฒนาในอนาคตของชุมชน => “ชุมชนจะพพัฒนาไปได้ไม่ไกลกว่าเด็กในชุมชนหรอกครับ” แต่การลงทุนกับการพัฒนาเด็กในชุมชนนั้น เป็นเพียง initial condition
สิ่งสำคัญต่อมาคือ เราจะ anchor เด็กไว้กับท้องถิ่นไว้ในระดับที่เหมาะสมมากน้อยเพียงใดด้วย เช่น ลงทุนด้านการศึกษาอย่างดีให้เด็กทว่า เมื่อเด็กเก่ง เรียนดี แล้วมีโอกาสก็ทิ้งชุมชนไปทำงานในเมืองใหญ่ หรือ ออกต่างประเทศไป อย่างนี้ถือว่าเป็นการลงทุนเปล่า
ทว่าจะให้เด็กอยู่ในชุมชน ๑๐๐% ก็เป็นเรื่องที่ไม่ดีอีกเช่นเดียวกัน โดยเฉพาะในชุมชนเกษตรที่ปัจจัยการผลิตสำคัญคือที่ดิน หากเด็กที่เกิดมาอยู่ในภาคเกษตรทั้งหมดก็จะทำให้ “ปัจจัยการผลิต(ที่ดิน)ต่อหัว” ลดลงเรื่อยๆ ผลคือ มีแนวโน้มที่ข้าวจะผลิตไม่พอกินภายในสามช่ัวอายุคน
ดังนั้น การที่ผมบอกว่าต้องการให้เด็กกลับมาถิ่นฐานบ้านเกิดของตนเองนั้น หมายถึงในเชิง Spiritual มากกว่าที่จะเป้น Physical… คือคุณอาจทำงานที่ไหนก็ได้แต่คุณต้องมีสำนึกในการพัมนารากของคุณเอง เช่น เป็นนักวิทยาศาสตร์ก็กลับมาส่งเสริมเทคโนโลยีการเกษตร, จบกฎหมายก็ไปออกกฎหมายเพื่อเกษตรกรเสีย ไม่ใช่ไปออกกฎหมายช่วยนายทุน ฯลฯ
๓) ในการเดินทางครั้งนี้ผมได้เห็นความหวังดีที่ส่งผลร้ายอย่างไม่ตั้งในอยู่หลายประการด้วยกัน ซึ่งเป้นผลิตผลมาจากการพยายามเชื่อว่า “การพัฒนามีสูตรสำเร็จ” อย่างที่ ekaridhi ว่า ตัวอย่างเช่น…
ในด้านหนึ่ง, ผมเห้นการเข้ามาพัฒนาพื้นที่โดยผู้หวังดีได้ส่งกำลังทหารเข้ามาทำบ่อเกลือโบราณในบริเวณ(แถวๆ) อ.บ่อเกลือ ให้มีความมั่นคงถาวรมากยิ่งขึ้น ซึ่งเป้นความประสงค์ดี ทว่า สิ่งที่เกิดขึ้นคือ การดำเนินการดังกล่าวขาดการบูรณาการความรู้ความเข้าใจในเรื่องภูมิสถาปัตย์ การจัดวางองค์ประกอบให้มีความกลมกลืนกับธรรมชาติโดยรอบ เราจึงเห็นกองซีเมนต์แข็งโดกห่อบ่อเกลือสูงลิ่วเหนือทิวไม้ซึ่งรายรอบไปด้วยความราบแข็ง ซึ่งสะท้อนความผิดพลาดทางฝั่งรัฐอย่างชัดเจน
ในอีกด้านหนึ่ง, ผมก็เห็นการทำลายตัวเองของชุมชนในการใช้ทรัพยากรของป่า อย่างไม่ถนอม ซึ่งทำให้การจะได้ของป่านั้น ต้องหาเข้าไปลึกมาขึ้นเรื่อยๆ (ซึ่งสะท้อนความสมบูรณ์ของธรรมชาติที่ลดลง) ส่วนหนึ่งแน่นอนว่ามาจากการที่ ระบบไร่หมุนเวียนที่เคยทำกันอยู่เดิมนั้น ได้ถูกเข้ามาทดแทนหรือเพิ่มเติมด้วยระบบไร่พาณิชย์ โดยเฉพาะข้าวโพด
(อย่างโทษทุนนิยมนะครับ => ระบบที่เลวไม่มีมีแต่คนเลวมารวมกันจนเกิดเป้นระบบ, ระบบมันเลวได้มากเท่ากับคนที่ทำให้ระบบมันหมุนไปนั่นหละครับ)
สิ่งเหล่านี้ทำให้เกิดคำถามว่า ในทุกพื้นที่ของประเทศไทย “ชาวบ้าน” ที่เราพูดถึงกันแบบรวมๆตีขลุมนี้ มีความพร้อมที่จะเป็นผู้อภิบาล ดูแล และ ใช้สอย ทรัพยากรที่ชื่อว่า “ป่า” ในระดับเดียวกันทั้งประเทศหรือยัง หากคำตอบคือยัง แล้ว NGO รัฐ และ สังคมภาพรวม ได้วางแผนที่จะทำให้เกิดความพร้อมมากขึ้นบ้างไหม?
ที่ต้องถามเพราะผมเห้นการอ้างอิงอยู่บ่อยครั้งในเรื่องการให้คนดูแลป่าเอง โดยเฉพาะในกรณีพรบ. ป่าชุมชน โดยรัฐก็พูดแต่ Failure story (ตัวอย่างก็เช่นที่ผมเล่ามานี้หละครับ) ในขณะที่ NGO ก็พูดแต่ Success story… เราต้องยอมรับข้อเท็จจริงที่ว่า ยังมีพื้นที่อีกมากที่ยังขาดความพร้อม และ ยังมีพื้นที่ไม่น้อยเช่นเดียวกันพร้อมแล้วและขอโอกาส
เมื่อเรายอมรับในประเด็นข้างต้นมากขึ้น เราจะพบว่า โจทย์ที่เราทุกคนต้องฝ่าไปมันไกลกว่าเรื่อง เอาหรือไม่เอาป่าชุมชน แต่มันจะต้องมาคุยกันในกรอบที่ว่า เอาพรบ. แล้วจะทำอย่างไรที่จะผลักดันให้ชุมชนซึ่งยังไม่พร้อมดูแลป่ามีความพร้อม… หรือถ้าจะไม่เอาพรบ.ป่าชุมชน(ในวันนี้) แล้วเมื่อไหร่ที่เราจะพร้อม มันต้องมีเป้าหมายที่ซักวันประชาชนต้องดูแลป่าของตัวเองได้อย่างหวงแหนซิน่า
๔) ผมว่าความยากแค้นของสังคมไทยหมดไปได้ยากภายใต้กรอบการทำงานแบบรัฐปัจจุบันครับ เพราะ “เป้าหมายทางนโยบาย” มันไม่ใช่ความกินดีอยู่ดีของประชาชนนิครับ ผลงานของข้าราชการผูกอยู่กับเป้าของการแจกไก่ แจกไผ่ ฯลฯ เป้าที่ผมว่ามันเป็นเรื่องของการประเมิณเป้าหมายขั้นต้น หรือ อย่างมากก็ขั้นกลาง แต่มันไม่เคยไปประเมิณผลงานของข้าราชการด้วย “ผลลัพธ์สุดท้าย” (Result base evaluate)
การจะทำให้เกษตรกรเรา (ซึ่งคือคนกลุ่มใหญ่ที่สุดที่อยู่ในจำพวก “คนจน” ตามนิยามเส้นความยากจน) ลืมตาอ้าปากได้นั้น ว่ากันในแง่หลักการแล้ว แก้ได้ด้วยการให้ “เกษตรจังหวัดเดินคุยกับชาวบ้านและรายงานข้อมูลที่เป็นจริงเท่านั้นหละครับ” การเดินคุยกับชาวบ้านจะทำให้รัฐประมาณการใด้แม่นยำว่า ในอีกเดือน สองเดือน สามเดือนข้างหน้า จะมี supply ของสินค้าเกษตรตัวใดออกมาบ้าง ในบริมาณและคุณภาพแค่ไหน รัฐโดยกระทรวงเกษตรก็จะสามารถจัดหาตลาดรองรับได้ทันทีโดยการทำ future contract กับคู่ค้ารอไว้ล่วงหน้า ควบคู่ไปกับการทำประกันสภาพอากาศ (Weather insurance) [จะเล่าเรื่องเครื่องมือทางการเงินที่จะมาช่วยเกษตรกรเหล่านี้อีกทีในโอกาสต่อไปครับ] เป็นต้น… ที่น่าเศร้าคือเราไม่ค่อยได้เห้นการเคลื่อนเพื่อเกษตรกรในลักษณะดังกว่านี้เท่าไหร่
เสียดาย ผมใช้ wordpress ยังไม่คล่องไม่งั้นคงจะเอา ภาพ ชุมชนมาลาบรี ที่เขาเหลืออยู่เพียง ๒๐๐ คนทั่วโลก และที่น่าสนใจคือพึ่งออกจากป่ามาหลังจากที่อยู่ในวิถีชีวิตแบบผู้ล่าผู้เก็บกิน มาสู่ยุค IT (เท่ากับมี gap วิวัฒนาการทางสังคมทีเดียว ๑,๐๐๐ ปี) มาฝากเพื่อนๆให้ได้ชมกันครับ
ผมไม่รู้เหมือนกันว่า ที่พูดมามันจะเข้ากับประเด้น “ถ้า” ที่ ekaridhi เปิดไว้แค่ไหน… ผมแค่พยายามแสดงให้เห้นว่า การพยายามทำอะไรเพื่อสังคมโดยไม่มีคำว่า “แต่” เขายังมีอยู่จริงนะครับ (เชื่อผมเถอะอ.เป้ง)
ใครไม่เชื่อคราวหน้าจะพาไปลงพื้นที่ด้วย (ฮา)
เคยไปช่วยสร้างสะพานที่น่านเหมือนกัน ผมไปเป็นแรงงานโง่ๆก็มีความสุขดี
แต่ก็เห็นอย่างหนึ่งที่ฝังใจมาจนวันนี้ คือพื้นที่ป่าเขาถูกเผาเพื่อปลูกกล้วยโดยชาวบ้านที่เราเรียกกันว่าซอมบี้บ่อหยวก (ซอมบี้เพราะแกเมาตลอดเวลาเลยเดินเหมือนซอมบี้) สายๆหน่อยก็มาพรวนดินปลูกผ่งปลูกผัก แล้วก็กลับไปโจ๊ยกันต่อ
ก็ไม่รู้จะว่าเขาผิดหรือเปล่า ก็เขาไม่รู้ ไม่ทราบว่าควรจะต้องเปลี่ยน เพื่ออะไร เพื่อใีคร ก็อยู่มาอย่างนี้ตั้งแต่รุ่นไหนๆ แล้วมันจะผิดอะไรยังไง
พี่ๆก็บอกว่า สะพานที่เราสร้าง จะทำให้การคมนาคมของชาวบ้านไปสู่โรงเรียนที่อยู่บนเขานั้นง่ายขึ้น เมื่อเด็กๆที่ได้รับการศึกษานี้โตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ก็จะช่วยพัฒนาไม่ต้องไปหักร้างถางพงไปเรื่อยอย่างที่เป็นอยู่
ตอนนั้นผมคิดว่า”ก็แล้วมันจะจริงหรือเปล่าก็ไม่รู้”
ไม่รู้ว่ะ
เรื่องชาวบ้านที่อยู่กะป่านี่สงสัยมานานแล้วจารย์แบงค์
คือ ผมก็เข้าใจว่าบางที่สามารถเป็นไปได้ แต่บางทีผมก็มานึกเอาว่า คนน่ะ เมื่ออยู่กันไปนานๆ สังคมมันก็ต้องใหญ่ขึ้นๆ ดังนั้นทรัพยาการพื้นที่ มันก็ต้องใหญ่ขึ้นเพื่อรองรับครอบครัวใหม่ๆ ปัจจุบันอาจจะเพียงพอไม่มีใครบ่นอะไร แต่นานๆไป พื้นที่ตรงนั้นมันก็ต้องคับแคบลง แล้วก็ต้องมีการขยายอาณาเขตเพื่อรับรองจำนวนที่เพิ่มนั้น บ้างก็จะมีบ้างที่เป็นไปโดยพลการ แล้วอย่างนี้จะทำอะไรต่อไป จะอนุญาตออกเอกสารสิทธิ์ใหม่ หรือ ไม่มีการอลุ่มอล่วยอีก ถ้ารัฐไม่ยอม แล้วคนพวกนี้จะย้ายออกไปที่ไหน ตัวเองก็เกิดในป่า อยู่ในป่า แล้วชีวิตนี้ก็อยู่อย่างนี้มา แล้วเค้าจะทำอย่างไร สุดท้ายก็ไม่ประท้วงอีกหรือ แล้วก็ทุกอย่างก็วนกลับมาอีกเรื่อยๆหรือ
อยากรู้ครับ
ถ้าคุณ ekaridhi กลับมาเมื่อไหร่, ผม, คนหนึ่ง, จะไม่พลาดร่วมแสดงความคิดเห็นของคุณแน่.
ผมมีเรื่องสนใจใคร่ถาม, ญี่ปุ่นมีความสนใจเฟอร์นิเจอร์ของไทยมากน้อยแค่ไหน. ถ้าไม่, ชนต่างชาติกลุ่มไหนสนใจเฟอร์นิเจอร์. เหตุปัจจัยอะไรจึงสนใจ, แข่งขันได้.
เท่าที่ผมทราบตามความเข้าใจ, เฟอร์นิเจอร์ที่ผลิตในเมืองไทยถูกส่งออกกว่ากึ่งหนึ่ง.
ขอบใจล่วงหน้าสำหรับคำตอบครับ.
ขอบคุณ triamboy ครับ ที่เป็นแฟนคลับคนแรก (และคนเดียว) 555 ช่วยให้ผมมีกำลังใจขึ้นมาหลายหน่วย
ปัญหาของผมตอนนี้ คือ ขี้เกียจ และไม่มีไอเดียใหม่ ๆ ในการเขียนเลย ทั้ง ๆ ที่เริ่มมาได้ไม่กี่บทความ ก็ตันซะแล้ว พบว่างานเขียน ไม่ง่ายอย่างที่คิด แต่จะพยายามครับ สำหรับแฟนคลับทุก ๆ คน(เดียว) 555
สำหรับเรื่องเฟอร์ฯ ถ้าถามว่า ญี่ปุ่นสนใจเฟอร์ๆ ของไทยมากแค่ไหน อันนี้ผมไม่ทราบจริง ๆ ครับ แต่ถ้าจะตอบแบบทั่วไป ผมคิดว่าการที่คนเราจะสนใจเฟอร์นิเจอร์ตัวใดตัวหนึ่ง ผู้บริโภคไม่สนหรอกครับว่ามันมาจากประเทศอะไร (ยกเว้นอิตาลี) มันไม่เหมือนอาหารไทย หรือมวยไทย ที่คำว่า Thai ทำหน้าที่เป็น brand อย่างหนึ่งให้กับสินค้านั้น ๆ เพราะสำหรับเฟอร์นิเจอร์นั้น สิ่งที่ผู้บริโภคสนใจจริง ๆ คือเรื่องของ brand, design, function, price, style, quality, etc. มากกว่า แต่อย่างไรก็ดีประเทศไทย น่าจะถือได้ว่า มีโรงงาน ร้านค้าปลีก และแบรนด์ไทยแท้ อยู่เยอะ และสามารถสู้กับนานาชาติได้ในหลาย ๆ เรื่องเลยครับ
สำหรับคำตอบอื่น ๆ ผมรบกวนขอยกเว้นไว้ก่อนนะครับ เพราะกลัวว่าจะยาวเกินครับ คุณ triam เล่น facebook รึเปล่าครับ ถ้าเล่น add ผมได้ครับ search ชื่อผมได้เลยครับ เจอชัว
ผมเป้นแฟนคนที่สองนะ (ฮา) การสร้างบ้านใหม่ทำให้ผมเข้าใจคำว่า “มูลค่าเพิ่ม” จากการ design อย่างถึงพริกถึงขิงเชียวครับ เหอะๆๆ ไว้ว่างๆมาแลกเปลี่ยนนะคั๊บ
ปล.กำลังรอบทความต่อไปของคุณ ekaridhi ด้วยใจระทึกเช่นเดียวกัน C:
ก่อนอื่นนั้น, เครือข่ายสังคมแบบใหม่ที่กำลังได้รับความสนใจ, และเข้าร่วมอย่างล้มหลาม, แต่ในทางกลับกันคนบางกลุ่มกลับไม่ได้เข้าร่วมด้วยเหตุผลของแต่ละปัจเจกบุคคล, รวมถึงผมด้วย. ต้องขอโทษที่ทำให้ไม่สามารถติดต่อระหว่างกันผ่านช่องทางนั้นได้, แต่กระนั้นก็ตาม, ทั้งคุณ ekaridhi ,และผมสามารถติดต่อกันได้อย่างแน่นอนผ่านช่องทางอื่น, อย่างน้อยที่สุด, bordeure.info และโทรศัพท์. อย่างไรก็ตามคุณ ekaridhi อย่าเพิ่งผิดหวังกับกับการเชื่อมต่อผ่านเครือข่ายนี้, และหวังว่าสิ่งนี้คงไม่เป็นอุปสรรคต่อการเป็นหุ้นส่วนทางความคิดอย่างสร้างสรรค์นี้.
คุณ ekaridhi ค้นหาชื่อผมได้เลย, ไม่เจอชัวร์!!!
เรื่องต่อไป, แฟนคลับของคุณ ekaridhi ยังคงเผ้ารอผลงานเขียนอยู่, และไม่ใช่ผมเพียงคนเดียว. เห็นได้ชัดเจนว่า, สามวันหลังจากที่ผมได้ลงความคิดเห็นไว้, คุณ bankngam ก็เข้ามาร่วมแสดงความเห็นต่อจากผมทันที, และขอยืนยันว่าไม่ได้เตรียมกันมา. จริงจริงนะ.
มากกว่านั้น, ตั้งแต่รู้จักกันมาผ่านช่่องทางนี้, เราไม่มีโอกาสเจอตัวจริง, เป็นเป็น, กันซะครั้งเลย. ถ้ามีโอกาสผมขอเชิญคุณ ekaridhi มาร่วมวงเสวนาแบบเป็นกันเอง, พร้อมร่วมกิจกรรมประจำของกลุ่ม. สำหรับรายละเอียดของกิจกรรม, คุณ ekaridhi สามารถสอบถามบุคคลผู้ผ่านประสบการณ์ตรงได้, คุณcheffykung.
ท้ายสุด, ขอให้กำลังใจคุณ ekaridhi ในการรังสรรค์งานเขียนที่สร้างสรรค์ในแบบเฉพาะตัวของคุณ, ไม่ว่าคุณจะขี้เกียจ, ไม่มีความคิดใหม่ใหม่, หรือเป็นอื่น.
พวกเราสองคน, ผม และคุณ bankngam, รอชื่นชมชัวร์!!!
ขอบคุณทั้งเต้ และแบงค์ มากสำหรับกำลังใจครับ บอร์ดนี้คนเล่นยังไม่มาก เราก็ชมกันไปชมกันมาไปพลาง ๆ เป็นวิธีการบิลด์ที่ดีมากครับ 555
ผมก็หวังจะมีความสามารถในการเขียนบทความดี ๆ ในอนาคตเพิ่มขึ้นเหมือนกันครับ คิดว่าคงอีกไม่นานเกินไป
สำหรับการเสวนา ถ้ามีการจัดครั้งต่อไป บอกผมด้วยนะครับบบบ จะไม่พลาดครับ! ขอบคุณครับ ๆ
ยินดียิ่งหาก ekaridhi มาร่วมวงเสวนาสร้างสรรค์ (สังสรรค์) กับเรา, ซึ่งจะจัดขึ้นเร็วนี้ในวันเสาร์ที่ 23 มกราคม, เวลา 20.00 น.
ต้องมาให้ได้นะครับ.
ปล. ผมฝากเชฟไปชวนคุณด้วย.
เชฟบอกผมแล้วนะครับ เรียบร้อย
ขอบคุณมากสำหรับคำชวน ผมยินดีไปแน่นอนครับ!
ขอบคุณเต้ และทุกคน สำหรับงานเสวนาครับ!
ถ้าครั้งหน้าต้องการสภาพคล่องเพิ่ม 555 ผมยินดีมากที่จะไปช่วยเพิ่มเงินทุนหมุนเวียนครับ 55
ด้วยความยินดียิ่ง, และต้องขอบใจจิมมากเช่นกันที่มาเป็นแขกพิเศษในวันนั้น, รวมถึงเป็นแขกประจำในวันหน้า.
งานเสวนาที่ว่าไม่รู้จะหมายถึงนัยที่เข้าใจกันหรือเปล่า.
อย่างไรแล้วผมกลัวจิมจะรีบดูดกลับสภาพคล่อง, ผมไม่กลัวไม่มีสภาพคล่อง.
คราวที่ผ่านมา, จากการลงทุนของเด็กทียู “ระวังให้ดีนะครับ, อย่าไก่มากละกัน!!”.