bankngam
สืบเนื่องจากการเกิดความแตกแยกแปลกร้าวในวิธีคิดทางการเมือง จนกลายมาเป็นการปะทะกันอย่างรุนแรงระหว่างมวลชนที่มีเฉดสีทางการเมืองแตกต่างกัน ฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายค้าน และ วุฒิสมาชิก จึงได้ลงความเห้นร่วมกันที่จะใช้กลไกทางรัฐสภาเพื่อยุติ หรือ อย่างน้อยที่สุดคือ การบรรเทาเกลาทอนปัญหาให้คลี่คลายลงเป้นลำดับด้วยวิถีทางรัฐสภา ซึ่งประกอบไปด้วยส่วนสำคัญสองส่วนคือ ๑. การเปิดอภิปรายในสภา (ซึ่งล้มเหลวโดยสิ้นเชิง ในแง่ที่ว่า การอภิปรายดังกล่าวเป็นการ “หาเรื่อง” กันในสภาไม่ใช่การหาทางออกตามวัตถุประสงค์ดังที่ได้กล่าวไว้ต่อสาธารณชน) และ ๒. คือการตั้งกรรมการสมานฉันท์ขึ้นมาเพื่อศึกษาหาทางคลี่คลายปัญหา (ซึ่งเป็นผลพวงมาจากการอภิปรายที่ไม่ได้เรื่องข้างต้น นั่นเอง)
มาจรบวันนี้ คณะกรรมการได้นำเสนอประเด็นทางออกสัมหรับสังคมไทยเป้นแผนระยะสั้นและยาวคือ… นะยะสั้นให้แก้รัฐธรรมนูญ ๖ ข้อ และ ระยะยาวให้ตั้งสสร.๓ เพื่อแก้รัฐธรรมนูญทั้งฉบับ!!! ในเบื้องต้นโดยยังไม่ต้องลงไปคลุกวงในกับเนื้อหารายมาตราที่จะต้องแก้ไข ผมคิดว่า สังคมไทยต้องการ “เครื่องมือ”เยียวยา และ สร้างสมานฉันท์กันมากไปกว่าเรื่องของ “กฎหมาย” นะครับ
ด้วยความเคารพ, ผมไม่ได้มีเจตนาที่จะตำหนิทุกท่านที่มีส่วนร่วมกับการได้มาซึ่งข้อสรุปข้างต้น แต่อยากให้ท่านมองเป็นอีกเสียงหนึ่งซึ่งหวังดี และ มุ่งหมายจะเห็นประเทศดีขึ้นเป็นลำดับเช่นเดียวกัน ผมคิดว่า กรรมการสมานฉันท์ น่าที่จะนำเสนอชุดทางออกสำหรับสังคมในส่วนอื่นด้วย เพื่อที่จะคลายแรงตึงผิวทางการเมือง(มันต้องมีอะไรมากไปกว่าเรื่องกฎหมายซิน่า) และต้องไม่เป็นคำใหญ่ๆที่ฟังดูดี แต่ต้องเป้นแผนปฏิบัติการที่มีรายละเอียดพอสมควร ซึ่งคงต้องยอมรับว่า ให้ผมคิดเร็วๆ และ ถ่ายทอดผ่านบทความนี้ก็ไม่อยากจะทำเท่าไรนัก เนื่องจาก เป็นเรื่องที่อ่อนไหวเกินกว่าจะทำเพียงหยาบลวก แบบกะๆเอาได้
ทั้งนี้ เมื่อเราลงมาดูในรายละเอียดของข้อเสนอระยะสั้น ผมมีข้อคิดเห็น ในทุททองแบบนักเศรษฐศาสตร์ดังต่อไปนี้ครับ มาตรา ๒๓๗, คณะกรรมการฯ เสนอว่าให้ยกเลิกการยุบพรรค และ เพิกถอนสิทธิ์กรรมการบริหารพรรคการเมืองเสีย คงไว้เพียงการเพิกถอนสิทธิ์ผู้กระทำผิดกฎหมายเลือกตั้งเท่านั้น… หากจะว่าไป มาตรานี้ได้รับการอภิปรายกันอย่างกว้างขวางมาอย่างหนักจนเรียกได้ว่าเป้นมาตราที่ช้ำที่สุดในบรรดามาตราต่างๆของรัฐธรรมนูญปัจจุบันก็ว่าได้ โดยส่วนตัวแล้ว ผมได้ยืนยัดชัดเจนอยู่หลายต่อหลายครั้งว่า การยุบพรรคอาจไม่ใช่ทางออกที่ดีนัก หากเรามองพรรคการเมืองเป็น กลุ่มก้อนของอุดมการณ์บางอย่างที่มาประชุมรวมกันโดยมีทุนเป็นต้วเชื่อม เพราะการยุบพรรคไม่ได้กระทบต่อปัจจัยทั้งสองประการอย่างมาก (เว้นแต่พรรคเก่าแก่จะกระทบเยอะหน่อย เพราะทุนสะสมอยู่ในตัว “ตราสินค้า” หรือ ชื่อพรรค มากกว่าทุนที่เป็นตัวเงิน)
ในขณะที่การเพิกถอนสิทธิ์ทางการเมืองของกรรมการบริหารพรรค เนื่องด้วยลูกพรรคกระทำผิดนั้นย่อมดูจะเป้นเรื่องที่เกินเลยมากไปทั้งในแง่หลักการ เพราะการจะสร้างให้เกิดการตรวจสอบกันเองภายในพรรคการเมืองนั้น น่าที่จะกระทำผ่านการ “สร้างแรงจูงใจ” มากกว่า “ทำโทษ” ลองนึกดูซิครับ หากตำรวจต้องการสร้างชุมชนเข้มแข็ง เลยออกนโยบายบ้านข้างๆบ้านใครโดนโจรขึ้นบ้านแล้วไม่ช่วยสอดส่องป้องกัน บ้านหลังนั้นต้องโดยปรับด้วย!!! คุณจะคิดว่ามันเป้นธรรม หรือ? ดังนั้นในเบื้องต้น กับข้อเสนอแรกของคณะกรรมการฯ ผมค่อนข้างเห้นด้วยนะครับ
ทว่า, หากเรามองย้อนกลับไป แม้ว่ากฎหมายจะดูไม่สมเหตุสมผลอย่างไรก็ตาม มันก็ยังมีประโยชน์ในฐานะเครื่องสะท้องข้อเท็จจริงบางอย่างของระบบการเมืองไทยออกมา กล่าวคือ การที่มีหลายพรรคการเมืองได้รับผลกระทบถึงขั้นยุบพรรคการเมือง อันเนื่องมาจากมาตร ๒๓๗ นั้นสะท้อนให้เห็นว่า พรรคการเมืองนั้นมักมีสายตาสั้น (Myopia) เพราะรู้ทั้งรู้ว่าการดำเนินกิจกรรมทางการเมืองจะส่งผลลบสุงมาก ก็ยังเสี่ยงที่จะทำโดยมุ่งหวังผลตอบแทนระยะสั้นจากการเข้าสู่ต่ำแหน่งทางการเมือง ในอีกแง่หนึ่งก้ยังบอกอีกว่า (หากหัวหน้าพรรคไม่ได้รู้เห้นเป้นใจต่อการกระทำผิดเหล่านั้นจริงๆ) ระบบการถ่ายเทสารสนเทศในพรรคการเมืองเหล่านั้นย่อมมีปัญหาอย่างแน่นอน ลูกพรรคจึงแอบไปทำผิดกฎหมายเลือกตั้งได้โดยกรรมการบริหารพรรคไม่ทราบ โดยทั้งสองประการที่ได้กล่าวมานี้ล้วนแสดงถึงการขาดประสิทธิภาพในการบริหารงานในระดับพรรคการเมืองของไทยทั้งสิ้น (แล้วจะบริหารประเทศได้ไหมเนี้ย!!!)
มาตรา ๒๖๕, สมาชิกสภาผุ้แทนราษฎรสามารถดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้… มาตรนี้ยิ่งทำให้ผมรู้สึกสงสัยในประเด็นพื้นฐานที่สุดซึ่งเด็กมัธยมทั่วประเทศคงสงสัยเช่นเดียวกันคือ แล้วแบบนี้รัฐสภาก็เป็นเพียงสถานที่โชว์ปาหี่ระหว่างคนกลุ่มเดียวกันที่มาชงมุขตบมุขกันเองหรือไม่? ทั้งนี้เพราะ ตามหลักการแบ่งอำนาจ และ ถ่วงดุลตรวจสอบนั้น ฝ่ายนิติบัญญัติไม่ควรไปถือครองอำนาจฝ่ายบริหาร เพราะหากฝ่ายนิติบัญญัติไปถือครองอำนาจบริหารแล้ว ฝ่ายนิติบัญญัติย่อมไม่มีแรงจุงใจจะตรวจสอบตนเอง (หรือพวกของตนเอง) ซึ่งดำรงตำแหน่งอยุ่ในขณะนั้น และนั่นจะเป้นสาเหตุหลักสำคัญที่นำมาซึ่งความล้มเหลวของระบบถ่วงดุลตรวจสอบอย่างแน่นอนที่สุด (ทุกวันนี้ยังเลวร้ายไม่พออีกหรือ?)
โดยการยืนกรานทำนองเดียวกัน ผมย่อมไมีท่าทีไม่เห้นด้วยกับมาตรา ๒๖๖ ซึ่งเสนอให้สส. สว. สามารถแก้ไขความเดือดร้อนของประชาชนผ่านส่วนราชการได้ (ซึ่งผมเข้าใจในที่นี้ว่า น่าจะหมายถึงการเข้าไปมีส่วนร่วมโดยตรงในทางบริหารได้ยามประชาชนเดือดร้อน) ทว่า หากหากกล่วโดยเคร่งครัดแล้ว ฝ่ายนิติบัญญัติควรทำหน้าที่ในการออกกฎหมายเป้นสำคัญ และ แม้ว่าจะตระหนักอย่างยิ่งถึงข้อเดือดร้อนของประชาชนก็ตาม สส. สว. จะต้องใช้กลไกทางรัฐสภาเข้าจัดการกับปัญหา ด้วยการตั้งกระทู้ และ กดดันรัฐบาลผ่านรัฐสภาให้นำไปสุ่การปฏิบัติ หลักการแบ่งอำนาจนี้ยังคงต้องยึดไว้ให้มั่น เว้นเพียงกรณีที่รัฐบาลไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้เป็นหารเฉพาะยิ่งแล้วเท่านั้น ฝ่ายนิติบัญญัติจึงอาจเข้ามามี “ส่วนร่วม” ในการใช้อำนาจทางบริหาร ซึ่งกรอบแนวคิดเช่นว่านี้นอกจากจะช่วยแบ่งเขตอำนาจหน้าที่ที่ชัดเจน (ทำให้ทำงานไม่สับสน) แล้วยังช่วยให้เป้นหลักประกันสำคัญในเรื่องความเข้มข้นในการตรวจสอบกันเองระหว่างสถาบันทางการเมือง และ เป้นหลักประกันว่าสถาบันทางการเมืองจะไม่ถูกคืบกลืนได้หมดในระยะเวลาอันสั้น (หากฝ่ายรัฐบาล = ฝ่ายนิติบัญญัติ ดังนั้น การยึดกุมสถาบันทางการเมืองอันใดอันหนึ่งได้ ก็เสมือนได้มาทั้งสองสถาบัน) ไปพร้อมกันด้วย
ส่วนมาตราที่เหลืออยู่นอกจากนี้อีก ๓ มาตรานั้น ผมมิได้มีข้อติดใจเป็นพิเศษมากนักจึงไม่ได้นำมาเรียนแจกแจง ณ ที่นี้ด้วย ทว่าลำพังที่ได้ยกมาข้างต้นนี้ก้คงจะทำให้เราตระหนักชัดขึ้นอย่างน้อยสองประการว่า ๑. การแก้ไขรัฐธรรมนูญอิงอยู่กับผลประโยชน์ของประชาชนหรือนักการเมืองมากกว่ากันโดยเปรียบเทียบ และ สองคงได้เห้นมุมมองต่อการเมืองประเด็นการแก้รัฐธรรมนูญแบบนักเศรษฐศาสตร์พอสังเขปครับ
ท้ายสุดนี้, ผมแอบฝันหวานว่า… คงจะมีซักวัน (ซึ่งไม่ใช่วันนี้อย่างแน่นอน) ที่การแก้รัฐธรรมนูญอันถือเป้นกฎหมายสูงสุดของประเทศนั้น ไม่อาจแก้เพียงเพื่อดุลผลประโยชน์ของกลุ่มการเมืองเพียงบางกลุ่มเท่านั้น, ขอให้ทุกคนฝันดี
ขอบคุณครับ