bankngam
ประเด็นการจัดการศึกษาที่มีประสิทธิภาพนั้น บางคนอาจจะมองเป็นเรื่องซึ่งไม่ใช่ปัญหาพื้นฐาน ทว่า ในมุมมองทางด้านเศรษฐศาสตร์ โดยเฉพาะทฤษฎีการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจสมัยใหม่ (New Growth theory model) แล้ว การจัดการศึกษาที่มีคุณภาพเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาประเทศในระยะยาว ทั้งนี้เพราะ การจัดการศึกษาในระดับอุดมศึกษาอย่างไร้ประสิทธิภาพนั้น มิได้เพียงเปล่าประโยชน์ในแง่ที่ไม่สามารถทำให้นักศึกษา “เก่ง” ขึ้นได้แล้ว นั่นยังหมายถึง การที่รัฐบาลจ่ายเงินอุดหนุนการศึกษาแบบเปล่าเปลี้ยเสียของ (ซึ่งหากนำเงินก้อนเดียวกันไปลงทุนด้านอื่นประเทศจะดีขึ้นกว่านี้) และ ยังทำให้การผลิตของระบบเศรษฐกิจลดลงด้วยเช่นเดียวกัน1
ดังนั้น การทบทวนอย่างเข้าใจใคร่ครวญ ในประเด็นการศึกษาระดับมหาวิทยาลัยจึงเป็นประเด็นที่น่าจะมีการวิจัยเชิงนโยบายอย่างจริงจัง โดยเฉพาะในมุมมองของ นิสิตนักศึกษาเอง เพื่อสะท้อนถึงข้อประเด็นปัญหา เสนอแนะเชิงนโยบายเพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนา ตลอดจนแก้ไขปัญหาของประเทศในระดับโครงสร้างต่อไป
ปัญหาของระบบการศึกษาไทยในมุมมองผู้เรียน(Thai educational problems)
ปัจจุบัน หากผมเข้าใจไม่ผิด เกณฑ์การประเมินคุณภาพมหาวิทยาลัย (KPI: Key Performance Indicators) สำคัญประการหนึ่ง ซึ่งยึดถือเป็นการทั่วไป (โดยเฉพาะมหาวิทยาลัยชื่อดังทั้งหลาย) คือ เรื่องของการมีบุคลากรทางการศึกษาที่จบปริญญาเอก ประเด็นนี้ในทัศนะของผมแล้วเป็นประเด็นที่มีปัญหาอย่างยิ่งครับ กล่าวคือ มหาวิทยาลัยต่างๆเท่าที่ผมสัมผัสมา มักที่จะไป Shopping อาจารย์ที่จบปริญญาเอกเรียบร้อยแล้ว มากกว่าที่จะรับวุฒิปริญญาตรี หรือ โทเข้ามา แล้วค่อยส่งไปเรียนต่อในระดับปริญญาเอก, โดยส่วนตัวแล้วผมเห็นว่าการรับนิสิตนักศึกษาที่จบปริญญาตรี-โทเข้ามาเป็นอาจารย์มีข้อดีมากกว่า ปริญญาเอกดังต่อไปนี้ครับ
๑) คนที่จบปริญญายิ่งสูง ความห่างระหว่างผลตอบแทน (Benefits gap) การเป็นอาจารย์ กับ ผลตอบแทนทางภาคธุรกิจ ยิ่งห่างมากขึ้น ดังนั้น คนจบปริญญาเอก กลุ่มที่เก่งที่สุด หรือ เป็นผู้มีความสามารถพิเศษจริงๆ จะถูกทุ่มราคาเพื่อดึงไปทำงานในภาคเอกชนก่อน ทำให้สุดท้ายเราจะได้บุคลากรที่เป็นอาจารย์เป็นปริญญาเอกที่เก่งระดับปานกลาง มาเป็นอาจารย์แทน2 ในทางกลับกัน หากเรารับนิสิต นักศึกษาที่เก่งๆ เข้ามาเป็นอาจารย์ในขณะที่ส่วนต่างของผมตอบแทนยังไม่มาก (ป.ตรี-โท) โอกาสจะได้คนเก่งย่อมสูงขึ้นเป็นลำดับ เพราะ คนเก่งที่มีนิสัยเลี่ยงความเสี่ยง (Risk aversion) จะยินดีเป็นอาจารย์เพื่อความมั่นคง มากกว่าที่จะเลือกไปลงทุนเรียนต่อแล้วต้องเผชิญกับความไม่แน่นอน3
๒) การรับนิสิตที่จบตรี-โท ของตนเอง เข้ามาเป็นอาจารย์ จะช่วยเพิ่มสารสนเทศ และ ลดความเสี่ยงในการเลือกคนผิด ไปได้มาก ทั้งนี้เพราะ การที่เราได้รู้จัก และ เรียนรู้ถึงลักษณะการทำงาน ฯลฯ ระหว่างศิษย์ และ อาจารย์ เป็นระยะเวลา 4 ปี (ป.ตรี) ถึง 6 ปี (ป.โท) ย่อมช่วยให้เราทราบถึงความสามารถในการถ่ายทอดความรู้ (ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่สำคัญที่สุดของการเป็นอาจารย์4) ได้อย่างมาก
๓) การร่วมลงทุน ในทุนมนุษย์ (Joint venture in human capital) ด้วยการรับนิสิต-นักศึกษา ปริญญาตรี หรือ โท เข้ามาเป็นอาจารย์ และ ส่งไปเรียนต่อในต่างประเทศโดยมหาวิทยาลัย หรือ คณะ ช่วยเหลือในการแบกรับต้นทุนบางส่วน จะช่วยทำให้ความรู้ซึ่งเป็นสินค้าส่วนตัว (Private goods) กลายเป็นสินค้าสาธารณะ (public goods) อย่างน้อยก็ในแง่ความคาดหวัง/มุมมองผู้ลงทุน (ตัวมหาวิทยาลัย หรือ คณะเอง) ทั้งนี้ ผู้ที่ได้รับการช่วยเหลือดังกล่าวก็จะรู้สึกผูกพันกับองค์กร และ น่าที่จะกลับมาเป็นอาจารย์ด้วยความรู้สึกที่มากกว่า “ลูกจ้าง” กับ “นายจ้าง”5
แน่นอนว่า, แม้ว่า การรับอาจารย์ โดยเลือกจากคนที่จบปริญญาเอก, จบมหาวิทยาลัยต่างประเทศ จะยังประโยชน์หลายประการด้วยกัน อาทิ ได้เทคนิควิธีทางวิชาการ และ มุมมองที่ใหม่ หรือ แตกต่างไปจากบุคลากรของคณะ ซึ่งช่วยให้ คณะหรือมหาวิทยาลัยเกิดการพัฒนา หรือ เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ อย่างไรก็ตามแต่ ผมยังคิดว่า ประโยชน์ดังกล่าวน่าที่จะไม่สามารถชดเชย ข้อดีในการรับนิสิต นักศึกษาปริญญาตรี และ โท จากมหาวิทยาลัยของตนเองดังที่ผมได้อธิบายไว้ในข้างต้น ไปได้
ผมมีความคิดเพิ่มเติมนิดหน่อย ทั้งนี้ อาจารย์แบงค์อาจจะหมายความอย่างนี้อยู่แล้วก็เป็นได้
คือ เรื่องของการให้ทุนศึกษาต่อก็น่าจะต้องทำควบคู่กับการคาดหวังให้นักศึกษาผู้นั้นเข้ามาเป็นอาจารย์เมื่อจบจากปริญญาตรี หรือ โท
จะแยกกันไม่ได้นะครับ
เพราะว่าการที่จะจูงใจให้นิสิตจบใหม่ที่ได้รับเกรดดีๆนั้นเข้ามาเป็นอาจารย์ อาชีพที่ ไม่ได้มีรายได้มากมายเหมือนบริษัทเอกชน จำเป็นจะต้องให้ผลตอบแทนในทางอื่นอย่างเช่นทุนอย่างที่อาจารย์แบงค์ได้กล่าวไป
ผมมองว่า อาจารย์แบงค์มองว่า คู่แข่งในการชิงตัวบุคลากร หัวกะทิ ของมหาวิทยาลัยหนึ่งๆนั้น จะต้องไม่มองแค่มหาวิทยาลัยอื่นๆเป็นคู่แข่ง แต่ต้องมองถึงบริษัทเอกชนที่สามารถจ่ายหนัก หรือ มอบประวัติที่ดีได้ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการเรียนต่อ และความก้าวหน้าในอนาคตของพนักงานเอง
ยกตัวอย่างซะหน่อย สมมุติว่า นิสิตคนหนึ่งจบมาเป็นอันดับต้นๆของรุ่น ก็คงคิดถึงอนาคตว่า เออ ทำงานที่ สมมุติว่า ปตท ได้เงินเดือน สองหมื่นกว่า แถมยังมีโอกาสได้ทุนไปเรียนต่อด้วย แถมบริษัท ปตท ก็ยังมือชื่อเสียงในระดับภูมิภาคด้วย ยิ่งดีไปใหญ่
งั้นเราลองมาดู หาก มหาวิทยาลัยจะสามารถเป็นทางเลือกได้ จะเป็นไปได้ไหม
เป็นอาจารย์ เงินเดือน ต่ำ ทุนไม่มี ถึงแม้จะมีชื่อเสียง แต่ถ้ามหาวิทยาลัยไม่ลงทุนก็เปล่าประโยชน์
ดังนั้นหากมองในแนวคิดสามสิ่งสำคัญของคนจบใหม่คือ เงิน ทุนเรียนต่อ และ ประวัติการทำงาน การเป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัยไม่เห็น น่าสนใจสักนิดในสายตาของคนที่ไม่ได้จบปริญญาเอก ถึงแม้จะน่าสนใจแต่แกก็ไม่รับอีก ซะงั้นครับ
จากหัวข้อแล้วผมกลับคิดว่ายังมีปัญหาอีกหลายส่วนที่ต้องพิจารณาร่วมกัน แต่วันนี้ขอต่อในเรื่องที่จารย์แบงค์พูดถึง คือเรื่องของบุคลากรครับ
ขอเสริมในส่วนที่ทั้งจารย์แบงค์และทั่นเป้งยังไม่ได้กล่าวถึง คือบริหารจัดการบุคลากรที่มีอยู่ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด กล่าวอย่างง่ายคือ มหาวิทยาลัยไม่พึงรับอาจารย์ที่ “เรียนเก่ง” จบสูง ทำงานวิจัยมากมาย แต่ด้อยความสามารถทางการสอนหรือถ่ายทอดวิชาการ รวมถึงการบริการจัดการบุคลากรที่มีอยู่ให้สามารถดำเนินการเรียนการสอนอย่างมีประสิทธิภาพ และพัฒนาอย่างต่อเนื่อง
ยกตัวอย่างง่ายๆ ไม่ไกลตัว (ใครที่เคยเรียนในภาควิชาเดียวกับผม เช่น เป้ง หรือน้องกิต น่าจะพอนึกออก) อาจารย์ท่านหนึ่งในภาควิชาที่ผมจบมา แกยังคงใช้สื่อและวิธีการสอน รวมถึงเนื้อหาที่ไม่มีการพัฒนาไปตาม Practice ที่เป็นจริงในปัจจุบัน ร้ายไปกว่านั้น การให้เกรดหรือคะแนนจากงานของนิสิต แกไม่ได้ให้ตามผลงาน แต่เป็นไปตามความหมายของ “คะแนนพิสวาส” ที่เราพบเห็นกันทั่วไป (ไม่ได้หมายความว่าอาจารย์แกบังคับนิสิตให้กระทำทางร่างกายอย่างที่พบเห็นในข่าวหรอกนะครับ ไม่ร้ายแรงขนาดนั้น) หรือเราอาจจะพบว่าอาจารย์บางท่านเก่งเข้าขั้น “เมพ” แต่แกพูดไม่รู้เรื่องก็มี
ประเด็นของผมสรุปสั้นๆ ว่า การที่เรารับคนเก่งเข้ามาเป็นบุคลากรของมหาวิทยาลัย จริงอยู่ว่า ณ พ.ศ. นี้ อาจารย์ท่านนั้นอาจจะเก่ง ถ่ายทอดความรู้ได้ดี สมบูรณ์ตามความต้องการของมหาวิทยาลัย แต่นานเข้า เราจะทำให้อาจารย์เหล่านั้นยัง “คงเส้นคงวา” (อันเป็นมาตรฐานที่ต่ำที่สุดที่คาดหวังในปัจจุบัน) ได้อย่างไร หรือเราจะพัฒนาคุณภาพของอาจารย์ได้อย่างไร
หัวข้อสำคัญที่อยากร่วมอภิปรายคือ
1. กระบวนการประเมินคุณภาพเชิงปฏิบัติที่มีประสิทธิภาพ อย่างที่เข้าใจว่าหลายๆ มหาวิทยาลัย อย่างจุฬาฯ เองก็มีศูนย์ประเมินคุณภาพ (CU-QA) ที่มีแผนการดำเนินงานที่สวยหรูและจับต้องได้ แต่ถึงเวลาปฏิบัติจริงก็ไม่สามารถหาข้อมูลที่มีความน่าเชื่อถือเพียงพอ มาใช้ในการดำเนินการต่อไปได้ จำกระดาษขนาด A5 แข็งๆ ที่แจกกันตอนสิ้นเทอมได้ไหมครับ ที่ให้ฝนๆ ประเมินอาจารย์กัน ผมว่าทุกคนทราบว่าผมจะพูดอะไรต่อแล้วล่ะ ทีนี้ ก็ตามเรื่องเลยครับ Garbage In ไม่มีทางให้ผลลัพธ์ที่ดีไปได้
(เรื่องนี้นำไปสู่ Change management & Communication อันเป็นเรื่องที่จุฬาฯ และหน่วยงานราชการหลายๆ แห่ง ขาดหายไปอย่างรุนแรง จนทำให้สูญเสียโอกาสบ่อยครั้ง – ผมว่าผมได้หัวข้องานเขียนของผมแล้วล่ะ 55)
และรวมถึงความเป็นไปได้ที่นิสิตจะลุกขึ้นมาเรียกร้องการเปลี่ยนแปลงในด้านบุคลากรด้วยครับ
2. การจัดการกับบุคลากรด้อยประสิทธิภาพอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งการพัฒนาบุคลากรเหล่านั้นให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น หรือการดำเนินการที่จำเป็นต่างๆ ตามแต่ละกรณี
3. การดูแลบุคลากรที่มีประสิทธิภาพอย่างเป็นรูปธรรม อันนี้ก็ตรงข้ามกับข้อ 2 ใครที่รู้ข้อมูลว่าอาจารย์แต่ละท่าน สิทธิที่มีนอกเหนือจากสิทธิบุคลากรมหาวิทยาลัย (หรือหากเป็นข้าราชการก็ว่ากันตามสิทธิของข้าราชการ) มีรายละเอียดอย่างไรบ้าง ใครทราบการอยากให้แบ่งปันกันสักหน่อยครับ
อาจจะดูรุนแรงไปสักหน่อย แต่่ผมว่าก็ไม่เกินสภาพความจริงนะครับ
ปล. เป้ง ยิ่งเขียนก็ยิ่งวกเข้าเรื่องมหาลัยออกนอกระบบ แล้วทำให้คิดถึงสหภาพฯ การรถไฟทุกทีๆ – -”