recommendare
บทความเรื่อง ”สถานการณ์ในภาคใต้ – ข้อเสนอ (2)”
โดย
นิธิ เอียวศรีวงศ์
ความมีดังนี้
จากการอ่านงานวิจัยสามชิ้น ผมได้เสนอความเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์ในภาคใต้ไว้ในฉบับที่แล้วนี้ 3 ประการ ในฉบับนี้จะพูดถึงข้อเสนอที่เหลือต่อไป
4/ แม้เราไม่อาจจัดขบวนการก่อความไม่สงบในภาคใต้เป็นส่วนหนึ่งของความเคลื่อนไหวจิฮาดสากล แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าไม่มีอิทธิพลจากภายนอกในขบวนการเสียเลย ถึงอย่างไรเราอยู่ในโลกยุคโลกาภิวัตน์ ย่อมเป็นไปไม่ได้ที่จะมีอะไรเกิดขึ้นในท้องถิ่นโดยไม่มีอะไรเชื่อมโยงไปถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในโลกกว้างเอาเลย
เนื่องจากข้อมูลที่เชื่อถือได้เกี่ยวกับเรื่องนี้มีน้อย ในที่นี้ผมจึงขอใช้การวิเคราะห์เจไอในอินโดนีเซีย ซึ่งสถาบันนโยบายยุทธศาสตร์แห่งออสเตรเลียทำขึ้นเป็นแนวเทียบ
จุดเริ่มต้นสำคัญของความเกี่ยวพันกับขบวนการจิฮาดสากลของเจไอคือ การส่งนักรบเข้าร่วมรบต่อต้านโซเวียตในอัฟกานิสถาน แม้ไม่ใช่ต้นเหตุที่ทำให้เกิดเจไอ แต่กลุ่มคนเหล่านี้ได้นำเอาทักษะของการรบ และสายสัมพันธ์กับขบวนการจิฮาดสากลกลับเข้ามา นอกจากนี้ในเวลาต่อมายังตั้งค่ายฝึกอบรมขึ้นในมินดาเนา ในกรณีของภาคใต้ไทย ยังไม่มีข้อมูลว่ามีมูจาฮีดีนที่เคยรบในอัฟกานิสถานเข้าร่วมปฏิบัติการ และไม่มีข้อมูลว่าผู้ปฏิบัติการกลุ่มใดที่เคยได้รับการฝึกในอินโดนีเซีย หรือฟิลิปปินส์บ้าง หน่วยงานฝ่ายความมั่นคงไทยเคยอ้างว่ามีแต่ไม่มีหลักฐานยืนยันข้ออ้างของตนสักครั้ง
อย่างไรก็ตาม ถึงจะมีบ้าง ก็ไม่ทำให้ขบวนการกลายเป็นจิฮาดสากล เช่นเดียวกับเจไอในอินโดนีเซียก็ไม่ใช่ขบวนการจิฮาดสากลอยู่นั่นเอง (นอกจากในโฆษณาชวนเชื่อของสหรัฐ)
กรณี 9/11 เป็นแรงบันดาลใจให้แก่กลุ่มเจไอในอันที่จะใช้การก่อการร้าย เป็นเครื่องมือดำเนินการที่สำคัญ และที่จริงแล้วเป็นแรงบันดาลใจแก่กลุ่มอิสลามระดับรากเหง้าหลายองค์กรทั่วโลก อย่างไรก็ตาม งานวิจัยหลายชิ้นชี้ว่าขบวนการในภาคใต้ของไทยได้เตรียมการมานานก่อนจะเกิดการปล้นปืนใน พ.ศ.2547 ฉะนั้นถ้ากรณี 9/11 จะมีส่วนเกี่ยวข้องกับขบวนการก่อความไม่สงบบ้าง ก็คงเป็นเพียงแรงบันดาลใจให้มองเห็นทางสำเร็จมากขึ้นเท่านั้น ส่วนความคิดในการลุกขึ้นสู้กับรัฐไทยคงมีมาก่อนแล้ว
ปฏิบัติการบางอย่างที่ดูคล้ายกับที่ใช้กันในอิรัก เมื่อดูเข้าไปในรายละเอียดจะเห็นว่าแตกต่างกัน เช่น การตัดหัวเหยื่อ ผู้ปฏิบัติการในภาคใต้ให้สัมภาษณ์กับนักวิจัยว่า ไม่ได้มีคำสั่งจากหน่วยเหนือให้ปฏิบัติ แต่ผู้ปฏิบัติการในพื้นที่ลงมือทำการเอง เพราะเห็นว่าสร้างความสะพรึงกลัวได้ดี นอกจากนี้ นักวิจัยบางคนยังชี้ให้เห็นด้วยว่า ในอิรัก กลุ่มผู้ก่อการร้ายจะตัดหัวเหยื่อขณะยังมีชีวิตอยู่ ในขณะที่ในประเทศไทย เหยื่อถูกฆ่าแล้วจึงได้บั่นคอ
จากหลักฐานเท่าที่เปิดเผยในสื่อจนถึงทุกวันนี้ อาวุธยุทธภัณฑ์ที่ใช้ในการปฏิบัติการ ล้วนเป็นสิ่งที่มีอยู่ในประเทศไทย แม้อาจเป็นของเถื่อนก็ตาม
ทั้งหมดเหล่านี้ล้วนส่อว่า หากขบวนการก่อความไม่สงบจะได้รับความช่วยเหลืออย่างใดจากนอกประเทศ ก็ยังเป็นความช่วยเหลือที่ไม่ใช่กำลังหลักของการต่อสู้ และเมื่อคำนึงถึงพลังของขบวนการจิฮาดสากลในทุกวันนี้ซึ่งอ่อนแอลงอย่างมาก ก็ดูจะไม่มีทางที่ความช่วยเหลือจากนอกประเทศจะเป็นกำลังหลักในอนาคตอันใกล้
5/ insurgency ซึ่งบางท่านแปลว่าการลุกขึ้นสู้ แต่ผมขอแปลว่ากบฏ กับการก่อการร้าย (terrorism) นั้นต่างกัน แม้จะมีอะไรที่เหลื่อมกันอยู่มาก กบฏอาจใช้หรือไม่ใช้การก่อการร้ายเป็นเครื่องมือก็ได้ (เช่นปฏิบัติการของ พคท.ไม่ได้ใช้การก่อการร้ายเป็นเครื่องมือ) ในขณะที่การก่อการร้ายอาจทำไปโดยไม่เกี่ยวกับการกบฏเลยก็ได้ ในกรณีของขบวนการก่อความไม่สงบในภาคใต้ เป้าหมายคือการกบฏอย่างแน่นอน เพราะต้องการเปลี่ยนนโยบายของรัฐหรือต้องการสร้างรัฐใหม่ขึ้น แต่จนถึงทุกวันนี้ ก็ยังไม่ได้ดำเนินการก่อกบฏในมิติอื่นใดมากไปกว่าการก่อการร้าย…ยังไม่มีเขตปลดปล่อยอย่างแท้จริง, แม้ว่าโดยโครงสร้างการบริหารอาจมี “ระบบราชการ” ลำลองขึ้นทำงาน โดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับต่างประเทศและการหาเงินสนับสนุน แต่ก็ยังไม่มีกฎหมายออกมาใช้บังคับได้สักฉบับเดียว (ที่มีอยู่เป็น “คำสั่งสนาม” ในการรบเท่านั้น), ไม่พร้อมจะเปิดองค์กรที่อยู่เบื้องหลัง ซึ่งอาจไม่ได้มีความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันก็ได้, ยังไม่ได้รับการรับรองจากรัฐบาลใดในโลก, ไม่สามารถให้บริการประชาชนได้สักเรื่องเดียว ไม่ว่าจะเป็นการสาธารณสุข, การศึกษา หรือสื่อ…ห้าปีผ่านไป จากเหตุการณ์ปล้นปืนที่นราธิวาส แต่ขบวนการยังไม่ก้าวหน้าไปได้มากไปกว่าการใช้เครื่องมืออันเดียวที่มีอยู่ คือการก่อการร้าย
การก่อการร้ายนั้นให้ผลเป็นความสะพรึงกลัวที่กระจายออกไปกว้างขวาง และท้าทายอำนาจรัฐได้อย่างจะแจ้งก็จริง แต่การก่อการร้ายเพียงอย่างเดียวเช่นนี้มีจุดอ่อนในตัวเองหลายอย่าง เช่น การก่อการร้ายย่อมไม่สามารถแยกมิตรและศัตรูได้ชัด ยิ่งทำมากขึ้นก็ยิ่งผลักให้ผู้คนถอยห่างออกไป หรือถึงกับเป็นศัตรูกับขบวนการมากขึ้น เช่น แม้จะอ้างว่ามุสลิมที่ถูกฆ่าเป็นมูนาฟิค (“คนหน้าไหว้หลังหลอก” หรือผู้ทรยศต่ออิสลาม) แต่ในการระเบิดในที่ชุมชน จะเลือกเหยื่อระหว่างมุสลิมที่ดีกับมูนาฟิคได้อย่างไร จนถึงทุกวันนี้ จำนวนของมุสลิมที่ตกเป็นเหยื่อของการก่อการร้าย (ไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่) มีจำนวนสูงกว่าชาวพุทธ โดยประมาณคือ 6 : 5 ในขณะเดียวกันยุทธวิธีก่อการร้ายยังทำให้ยกระดับการต่อรองทางการเมืองขึ้นสู่ระดับนานาชาติได้ยาก ไม่ว่าเป้าหมายทางการเมืองของขบวนการจะเป็นอย่างไร ปราศจากแรงกดดันจากนานาชาติ การขึ้นสู่โต๊ะเจรจาในฐานะเสมอภาคกับประเทศไทยย่อมเป็นไปไม่ได้
ฉะนั้น แทนที่ประเทศไทยจะฝากความหวังไว้กับการเจรจา สิ่งที่สำคัญยิ่งยวดกว่ากันมากก็คือ ต้องระวัง, พิถีพิถัน และรอบคอบ ที่จะป้องกันไม่ให้ปฏิบัติการของฝ่ายรัฐกลายเป็นการก่อการร้ายโดยรัฐ ดังกรณีการอุ้มฆ่า, กรือเซะ, ตากใบ และความคลุมเครือในการสืบสวนคดีมัสยิดอัลฟูระกอน
ตราบเท่าที่ขบวนการยังทำได้เพียงการก่อการร้าย การต่อสู้กับขบวนการก่อการร้ายที่ได้ผลในทุกที่ของโลกที่ผ่านมา ก็คือมาตรการทางกฎหมาย ที่สุจริต เที่ยงธรรม และเคร่งครัด ในขณะเดียวกัน ก็ต้องทำให้มาตรการทางกฎหมายมีประสิทธิภาพมากขึ้น โดยการสร้างกลไกการข่าวและการสืบสวนสอบสวนเพื่อหาพยานหลักฐานที่รัดกุม
ฉะนั้น ตำรวจ-ไม่ใช่ทหาร-จึงเป็นกำลังหลักในการปราบปรามการก่อการร้าย หากจำเป็นต้องใช้ทหารเข้าช่วย ก็ต้องเข้าช่วยในฐานะเป็นผู้ช่วยตำรวจ ทำงานตามคำสั่งและการอนุมัติของเจ้าหน้าที่ตำรวจเท่านั้น หากตำรวจยังมีประสิทธิภาพไม่พอในด้านใด ก็ต้องลงทุนทุ่มงบประมาณลงไปเสริมสร้างประสิทธิภาพนั้นให้มีในหมู่ตำรวจให้ได้ ดังเช่นงบลับนั้น ตำรวจในพื้นที่ต้องมีมากเป็นพิเศษ เพื่อสร้างสายข่าวที่สามารถตรวจสอบข่าวได้เที่ยงตรง อย่าเอางบลับไปให้ทหารซึ่งไม่รู้วิธีปราบการก่อการร้าย นอกจากแปรสภาพให้กลายเป็นสงครามเต็มรูปแบบซึ่งจะสร้างศัตรูในพื้นที่ขึ้นอีกมากมาย
ตราบเท่าที่ขบวนการยังไม่สามารถยกระดับการปฏิบัติการของตนเป็นกบฏเต็มรูปแบบ ทหารไม่เกี่ยว (โดยตรง)
มาตรการยกเว้นกฎหมายทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะยกเว้นกฎหมายด้วยปฏิบัติการโดยพลการ หรือยกเว้นกฎหมายด้วยกฎหมายพิเศษใดๆ ก็ตาม กลับเป็นอันตรายต่อการปราบปรามการก่อการร้ายอย่างยิ่ง เพราะเป็นการให้ความชอบธรรมแก่การก่อการร้ายโดยตรง
6/ เราจำเป็นต้องพัฒนาวิธีประเมินผลของยุทธศาสตร์การต่อต้านการก่อการร้ายในภาคใต้ขึ้นมาอย่างเป็นระบบ วิธีที่ใช้อยู่ในทุกวันนี้ไม่บ่งชี้อะไรได้จริง เช่น การนับศพหรือนับจำนวนผู้ที่ถูกจับตัวได้ ย่อมไม่บอกอะไรเลย เพราะเราไม่รู้ว่า กำลังที่แท้จริงของฝ่ายตรงข้ามมีเท่าไร ทั้งในปัจจุบันและในอนาคต การตรวจนับความถี่ห่างของการก่อการร้ายก็ไม่บอกอะไรได้มากนัก เพราะต้องอาศัยข้อมูลในอดีตเพียงอย่างเดียว โดยทำนายไม่ได้ว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร อันที่จริงการประเมินที่ใช้อยู่ในปัจจุบันเป็นการประเมินผลของยุทธวิธีมากกว่าการประเมินผลทางยุทธศาสตร์
นักวิจัยในงานศึกษาหลายชิ้นทั้งในออสเตรเลียและสหรัฐ เสนอการประเมินยุทธศาสตร์ไว้หลายประเด็น จะยกให้ดูเป็นตัวอย่างเพียงบางประเด็น
ก.การประเมินต้องทำอย่างสม่ำเสมอ ตลอดเวลา
ข.การสำรวจทัศนคติของคนในพื้นที่ ทั้งระดับชนชั้นนำและระดับชาวบ้าน
ค.ติดตามผลพัฒนาการด้านการเมืองของผู้ต้องหาที่ถูกจับได้
ง.เก็บข้อมูลจากผู้ก่อการทั้งที่เสียชีวิตในการสู้รบและที่ถูกจับได้อย่างละเอียด
จ.ติดตามวิเคราะห์และสร้างฐานข้อมูลของเหตุการณ์ก่อการร้ายที่เกิดขึ้นทุกครั้ง ทั้งที่ทำได้สำเร็จและล้มเหลว
ฉ.วิเคราะห์ขีดความสามารถของฝ่ายก่อการอย่างสม่ำเสมอ
ฯลฯ
กล่าวโดยสรุปคือ ต้องสู้ด้วยความรู้ ไม่ใช่อารมณ์, การปลุกสำนึกชาตินิยมแบบล้าหลังคลั่งชาติ, การประชาสัมพันธ์, การปิดข่าว หรือการเปิดสงครามกับประชาชน ล้วนไม่ทำให้เกิดความแข็งแกร่งแก่ตนเอง ตรงกันข้าม ในหลายกรณี กลับช่วยสร้างเสริมพลังความแข็งแกร่งให้แก่ฝ่ายตรงข้าม