เรื่องหวาน ๆ ที่ไม่หวานของน้ำตาล
By Tiraphap Fakthong
Freelance Educator and Quantitative Analyst
สถานการณ์ปัจจุบันของราคาน้ำตาลที่มีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างรวดเร็วและรุนแรงในปี 2552 กำลังกลายเป็นประเด็นร้อนที่หลาย ๆ ประเทศกำลังจับตามอง รวมไปถึงกลุ่มนักลงทุนเก็งกำไรในตลาดค้าสินค้าเกษตรล่วงหน้า ซึ่งราคาน้ำตาลนั้นตอนนี้แตะที่ระดับประมาณ 17 บาท ต่อ กิโลกรัม ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ เกือบ ๆ 30 ปี หากมองในมุมมองของนักลงทุนพื้นหรือนักเศรษฐศาตร์ เรื่องนี้เป็นเรื่องทำธรรมดาที่จะมีการผันผวนอย่างรุนแรงของราคาสินค้าเกษตร อันเนื่องมาจากการมีอุปทานน้ำตาลไม่เพียงพอกับอุปสงค์ ดังที่องค์การน้ำตาลระหว่างประเทศได้มีการคาดการณ์ว่า ในปี 2552 ปริมาณน้ำตาลจะอยู่ในสถาวะขาดดุล หรือ ไม่เพียงพอต่อความต้องการประมาณ 9.35 ล้านตัน อันเนื่องมาจากการการผลิตที่หดตัวของประเทศผลิตน้ำตาลยักษ์ใหญ่ของโลก อาทิ อินเดีย บราซิล และจีน เป็นต้น
สาเหตุของการเพิ่มขึ้นของราคาน้ำตาล
เหตุผลหลักที่ผลักดันราคาน้ำตาลโลกให้สูงขึ้น คือ การที่ประเทศผลิตน้ำตาลรายใหญ่ประสบปัญหาการผลิตน้ำตาลโดยไม่สามารถผลิตให้เพียงพอกับความต้องการน้ำตาลที่เพิ่มขึ้นขึ้นทุก ๆ ปีของโลกได้ อันเนื่องมาจากภัยธรรมชาติที่มาแบบเหนือความคาดหมาย ยกตัวอย่าง อินเดียซึ่งเป็นเป็นเทศที่เคยผลิตอ้อยเพื่อส่งออกรายใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลกต้องประสบความแห้งแล้งรุนแรงในหลายพื้นที่การผลิต อีกทั้งอินเดียยังเป็นผู้บริโภคน้ำตาลรายใหญ่ของโลก จึงส่งผลให้เกิดการขาดแคลนน้ำตาลอย่างหนักในอินเดีย ในขณะที่บราซิลประสบปัญหาน้ำท่วมและฝนตกหนักในหลายพื้นที่เช่นเดียวกับจีนทำให้อุปทานของน้ำตาลในตลาดโลกลดลงเป็นอย่างมาก ในขณะที่ทางรอยเตอร์ได้คาดการณ์อุปสงค์ต่อน้ำตาลในจีนยังคงขยายตัว 7 % จนถึงปีหน้า นอกเหนือจากนั้นการผลิตน้ำตาลในกลุ่ม EU ก็ยังลดลงตามด้วย
ย้อนกลับมาดูประเทศไทย ใครได้ประโยชน์ ใครเสียประโยชน์ ?
ผู้ที่มีแนวโน้มจะได้ประโยชน์จากราคาน้ำตาลที่สูงขึ้นเห็นได้ชัดว่าจะเป็นกลุ่มบริษัทผู้ผลิตและส่งออกน้ำตาลในประเทศไทย ซึ่งผมมองว่าน่าจะได้กำไรจากการส่งออกน้ำตาลที่สูงขึ้นจนถึงสิ้นปีนี้ อาจส่งผลให้เกิดการซื้อหุ้นเก็งกำไรของกลุ่มน้ำตาลในช่วงสั้น ๆ ของปีนี้ นอกจากนั้นอาจจะส่งผลต่อราคาสินค้าโภคภัณฑ์ให้ปรับตัวสูงขึ้นด้วย ในส่วนของผู้บริโภคอาจกลายเป็นผู้ที่น่าเป็นห่วงมากที่สุดในระบบ อันเนื่องมาจากการต้องจ่ายเงินแพงขึ้นในการบริโภคน้ำตาล ซึ่งแม้ว่ารัฐบาลจะกำหนดราคาขั้นต่ำในการขาย แต่ปัญหาเรื่องตลาดมืด และแนวโน้มการขาดแคลนน้ำตาลเพื่อการบริโภคในประเทศยังคงเป็นสิ่งที่ไม่สามารถมองข้ามได้ในขณะนี้สำหรับผู้ดำเนินนโยบาย
อีกมุมหนึ่งของแนวทางการสร้างภูมิคุ้มกันให้กับประเทศไทย
อันเนื่องมาจากแนวโน้มของราคาน้ำตาลในตลาดสูงขึ้น ต้นทุนค่าขนส่งที่ลดลงและกอรปกับค่าเงินบาทมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้นนับแต่ปี 2544 เป็นปัจจัยหนุนปัจจัยหนึ่งที่เอื้อต่อการส่งออกของน้ำตาล ซึ่งเป็นสินค้าขาดตลาดอยู่ในขณะนี้ ผู้เขียนมองว่าภาระกิจหลักของผู้ดำเนินนโยบายควรที่จะเน้นการควบคุมปริมาณการผลิตและการบริโภคน้ำตาลภายในประเทศให้มีเสถียรภาพก่อนจะไปพูดกันถึงด้านการควบคุมราคา โดยควรจะจับตามองไปที่ปริมาณการส่งออกน้ำตาลของกลุ่มบริษัทที่ผลิตน้ำตาลเพื่อการส่งออก รวมไปถึงการแก้ปัญหาการกักตุนสินค้า และการจัดการกับตลาดมืดซึ่งเป็นศัตรูตัวฉกาจของนโยบายการกำหนดราคาขั้นต่ำของรัฐ จากนั้นจึงค่อยปรับราคาขั้นต่ำให้สมเหตุสมผลกับราคาตลาดโลก เพราะราคาน้ำตาลถูกกำหนดมากจากตลาดโลก ซึ่งอาจสูงขึ้นหรือลดลงอย่างรวดเร็ว ในขณะที่เราอาจจะเจอสถานการณ์สวนทางหรือเป็นไปในทางเดียวกันก็ได้ เราเรียกเหตุการณ์นี้ว่าเป็นปัจจัยภายนอกที่ยากยิ่งต่อการควบคุม แต่ปัจจัยที่เราสามารถควบคุมได้ คือ ปริมาณของอุปทานน้ำตาลในประเทศ
ผู้เขียนยังมองอีกว่า จากแรงจูงใจทางด้านราคาในช่วงนี้อาจส่งผลในระยะยาว หากมีการผลิตหรือกักตุนน้ำตาลมากจนเกินไปก็อาจทำให้ผู้ประกอบการขาดทุนในปีหน้า เนื่องจากอาจเกิดปัญหาราคาตกต่ำของน้ำตาลของตลาดโลกในปีหน้า จากการที่ผู้ผลิตหลายรายเร่งการผลิตจนมากเกินความจำเป็น ดังนั้นการควบคุมตลาดภายในประเทศให้มีประสิทธิภาพต่อการดำเนินนโยบายของรัฐ และการรักษาสมดุลการผลิตและบริโภคน้ำตาลในประเทศ ไม่ให้เกิดการขาดแคลนของน้ำตาลในประเทศ จึงเป็นเรื่องหลักเรื่องแรกที่ผู้ดำเนินนโยบายระดับประเทศไม่ควรมองข้าม จากนั้นจึงค่อยมาพูดกันเรื่องว่าจะปรับราคาขั้นต่ำให้เป็นเท่าไหร่ ไม่เช่นนั้นเรื่องหวาน ๆ ของน้ำตาลอาจกลายเป็นเรื่องขม ๆ ระดับประเทศก็เป็นได้
