ต้องขออภัยหากบทความของผมอันนี้ก่อให้เกิดความรำคาญใจแก่ผู้ใจ ผมไม่ได้มีเจตนาจะตำหนิ ดูแคลน หรือ ก่อให้เกิดความรู้สึกไม่ดีใดๆ หากแต่เล่าจากการพูดคุยที่เกิดขึ้นจริงเท่านั้น ตรงกันข้าม ผมคิดว่าผมเข้าใจด้วยซ้ำไป
บทความนี้เป็นเรื่องของประสบการณ์ที่เกิดขึ้นผ่านทางการพูดคุยกับคนขับรถแท็กซี่ในช่วงสองสามวันที่ผ่านมานี้ของผมเอง ก็เห็นว่าน่าสนใจก็ขอนำแนวคิดมาเล่าสู้กันฟังครับ…
อันผมเนี่ยในช่วงสามสี่ปีมานี้ ก็จะมีโอกาสได้โดยสารแท็กซี่ไปไหนต่อไหนบ้างอยู่เนืองๆ ซึ่งทั้งนี้เวลานั่งไปไหนต่อไหนก็ขี้เกียจนั่งเฉยๆ ก็เลยชวนพี่คนขับคุยไปเรื่อยอยู่มากบ้างน้อยบ้าง
ช่วงสองสามปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งไล่มาตั้งแต่วิกฤตการณ์ซับไพร์ม, การปิดสนามบินสุวรรณภูมิของพันธมิตรเสื้อเหลือง และ สภาวะเศรษฐกิจตกต่ำระดับโลก ส่งผลอุตสาหกรรมในบ้านเราประสบปัญหาอย่างรุนแรงมากมายหลายอุตสาหกรรม เช่น สิ่งทอ ธุรกิจขนาดย่อม และ การท่องเที่ยวเป็นต้น ด้วยประการฉะนี้ เวลานั่งโดยสารแท็กซี่ไปไหนต่อไหน ผมก็จะได้ประโยคชวนคุยคลาสสิคมา สองสามหัวข้อ นอกจากแบบฉบับดังเดิมของผม คือ เป็นไงพี่ วันนี้ออกมาได้ค่าน้ำมันหรือยัง เป็น เป็นไงพี่ช่วงนี้(แล้วแต่ว่าจะเป็นเหตุการณ์ไหนในสามเรื่องดังกล่าว) เป็นอย่างไรบ้าง ดีมั้ย
คำตอบอันหนึ่งที่ผมเองจะได้ยินได้เจอบ่อยจากคำถามดังกล่าวเลยก็คือ ไม่ดีเลยน้อง! รายได้มันไม่ดี เพราะ ฝรั่งมันหายไป (บางคนก็บอกว่าไม่หาย แต่ไอ้ที่มีอยู่มัน ขี้นก!!!)
จุดนี้ก็นำไปสู่การตีความของผมว่า เมื่อฝรั่งหายไป ลูกค้าโดยสารก็หายไป รายรับก็หายไป ประกอบกับ เศรษฐกิจไม่ดี แท็กซี่ออกมากขึ้น แท็กซี่ก็แข่งออกมามากขึ้น รายรับของแท็กซี่แต่ละคนจึงไม่ได้ดี แค่นี้ห้วนๆเลย
บางคนอาจจะเสริมเรื่องประเด็นทิป ที่ชนชาติตะวันตกนั้นนิยมให้เพิ่มจากค่าบริการหลักอย่างเห็นน้ำเห็นเนื้อ เช่น นั่งไปร้อยบาท พี่คอเคซอยให้มาร้อยหาสิบ สองร้อยก็มี หรือ ประเด็นเรื่องการเหมารถไปต่างจังหวัด เช่นเหมาแท็กซี่ไปหัวหิน สอง-สามพันก็ว่าไปอย่างนี้เป็นต้น ซึ่งสำหรับผมแล้วประเด็นเหล่านี้ก็น่าจะเพียงพอที่จะทำให้แท็กซี่…มิสส์ ฝาหรั่ง ได้อย่างไม่ยากเย็น
ประเด็นเรื่องแท็กซี่คิดถึงฝรั่งนี้ ก็ทำให้คนไทยหลายคนตัดพ้อจากการที่เขาเห็นว่าคนไทยเองเรียกแท็กซี่ให้ไปไหนต่อไหนได้ยากกว่าฝรั่งมากว่า ตกลงแท็กซี่ไทย ไม่รักคนไทยแล้วใช่ไหม รักแต่ฝรั่ง คนไทยเรียกนี้ยังไม่รับเลย คำพูดประมาณนี้ คุณ นิรุตติ์ ศิริจรรยา เองก็เคยบ่นออกอากาศโดยโยงถึงสติ๊กเกอร์ติดกระจกที่มีคำว่า “I LOVE FARANG” อยู่ครั้งหนึ่งในคลื่นวิทยุ FM96.5 (เห็นได้ชัดว่า แกกล้าบ่นอย่างนี้เพราะกลุ่มเป้าหมายและผู้ฟังของคลื่นนี้นั้นห่างไกลจากเหล่าโชเฟอร์รถแท็กซีมากทีเดียว) ผมเองก็ยอมรับตามตรงว่า มีบ้างที่เซ็งอยู่เหมือนกัน แต่จะให้ทำไงครับ ผมไม่ยอมจ่ายทิป หรือ ส่วนเพิ่มแน่ๆ
มากไปกว่านั้น ก็พ้อว่า เค้าไม่ได้รักฝรั่งหรอก เค้ารักเงินของฝรั่งมากกว่าทำนองนี้ ซึ่งถ้าคนขับแท็กซี่หรือคนที่เข้าใจหัวอกแท็กซี่ได้ยินก็คงจะสวนให้ว่า แล้วไอ้บ้าที่ไหนไม่อยากได้เงินวะ? เป็นต้น
เคยคุยเรื่องประมาณนี้กับคนรู้จักคนหนึ่ง แกก็บ่นประมาณที่ผมเล่าให้ฟังนี้แหละ แกก็ยังบอกเลยว่า “เฮ้ย แท็กซี่คันนั้นเนี่ยพลาดแล้วที่ไม่รับผม ผมนะทิปแท็กซี่ห้าสิบบาทอั๊บตลอดนะ” ในใจผมก็คิดเอาว่า อืมมม แต่เมื่อ ความน่าจะเป็นแท็กซี่ที่จะเจอ คนไทย ใจป้ำทิปเยอะเท่านั้นมันน้อยกว่าฝรั่งมาก แค่นี้ก็มีเหตุผลที่จะตัดใจวิ่งรถเปล่าต่อแล้วไปหาฝรั่งเอาดาบหน้าแล้วนี่นา เว้นเสียแต่ว่าพี่จะบอกว่าพี่จะจ่ายเพิ่มให้ อย่างนี้ค่อยอีกเรื่องหนึ่ง
แต่การสนทนาของผมกับแท็กซี่คันล่าสุดที่ผมเพิ่งนั่งมานี้ เพิ่มความเข้าใจให้ผมมากขึ้นเลยครับ
ขณะที่นั่งคุยเรื่องจิปาถะไปเรื่อยกับโชเฟอร์ ผมถามพี่คนขับว่า ทำไมแท็กซี่บ่นกันนักว่าฝรั่งหายไปๆ ฝรั่งเค้าทิปเยอะนักหรือพี่
แกตอบมาใจความว่า นั่นมันก็ส่วนหนึ่ง แต่ที่พวกแท็กซี่ได้กันจากฝรั่งหรือชาวต่างชาติคนอื่นๆนั้น มาจากการที่เขาสามารถพาพวกเขาไปเที่ยวได้ เช่น มีฝรั่งคนหนึ่งขึ้นรถมาแล้วบอกว่า “ยูๆ ซีฟู๊ด” พี่ๆคนขับเหล่านี้ก็จะพาฝรั่งคนนั้นไปทานอาหารทะเลอย่างที่เขาต้องการได้ รายได้ที่เขาจะได้นั้นก็เป็น%ที่เขาแอบไปตกลงกับทางร้านไว้แล้ว เช่น30% เป็นต้น พี่คนขับยังบอกด้วยว่า “เฮ้ย น้อง พวกนี้กินไม่ได้สองสามพันบาทนะ พี่เคยเจอแกสั่งกุ้งตัวจะเจ็ดพัน” … “เฮ้ย! ตัวละเจ็ดพันพี่ก็ได้แล้วดิ สองพันหนึ่ง” ผมถามต่อด้วยความฉงน … “เออ ดิน้อง” พี่คนขับต่อ
ด้วยความสงสัยผมก็ถามต่อว่า แล้วปกติเนี่ย ฝรั่งเค้าจะให้พี่พาไปไหนบ้าง นอกจากซีฟู๊ด ก็ได้ความว่า สำหรับพี่คนนี้เค้ายังไม่ได้ชำนาญนักเรื่องการพาฝรั่งไปไหนต่อไหน แกก็จะมีแค่ ภัตตาคารอาหารทะเล กับ อาบอบนวด สถานที่เที่ยวผู้หญิงเท่านั้นที่พี่เขามีความชำนาญและมีร้านที่มั่นใจว่าจะได้%ชัวร์ๆ
“อ่าว แล้ว เวลาไปเที่ยวผู้หญิงอย่างงี้ เค้าจ่ายยังไง เหมือนร้านอาหารมั้ยพี่” ผมก็ซักต่อ “ก็ไม่เหมือนนะ เวลาพาไปเที่ยวเนี่ย เราก็พาเค้าไปเลือกเลย สมมุติว่าคนนี้ พันห้า เราก็ตกลงกับเด็กเชียร์ไปเลยว่า สามพัน ถ้าเด็กคนนั้นมันสองพัน เราก็บอกเด็กเชียร์ว่า สี่พัน” (คือให้เด็กเชียร์บอกฝรั่งให้ด้วยราคาที่มากกว่าความเป็นจริง) ผมก็ถามต่อเลยว่า “แล้วสองพันที่เกินมานี้ พี่ก็แบ่งกับทางร้านอีก?” คำตอบก็คือ “ไม่ๆ เหนาะเลยน้อง”
ท่านผู้ชม ขนาดแกออกตัวมาว่ายังไม่ชำนาญนะครับ
ถ้ากับแท็กซี่ที่มีความชำนาญแล้ว พี่คนขับเขาก็เล่าว่า ขอให้บอกว่าต้องการอะไร แท็กซี่เหล่านี้ก็พร้อมหมดที่จะนำพาไปหาได้ ตั้งแต่เครื่องเพชร เครื่องไม้ ตัดสูท สารพัดจะต้องการ แล้วทั้งหมดนั้นเขาเองก็จะได้ส่วนแบ่งจากค่าสินค้าหรือบริการด้วยเช่นเดิม
ซึ่งรายได้ตรงนี้เองก็คงจะไม่ใช่น้อยๆ เมื่อเทียบกับรายรับจากค่าโดยสารเพียวๆ
แล้วนึกดูสิครับ ฝรั่งหายไป แท็กซี่ไทยจะไม่มิสส์ได้อย่างไรกัน
แล้วจะมาเล่าอีกครับ แต่คงอีกสักระยะ ขอบคุณครับ
ข้อวิจารณ์ และ ความเห็น
โดยส่วนตัวแล้ว ผมไม่ได้คิดว่าการที่แท็กซี่ตกลงเรื่อง% กับทางร้านเนี่ยจะเป็นเรื่องเสียหายอะไรนะครับ ถ้าหากลองคิดในแง่ว่า ถ้าเราไปเที่ยวต่างประเทศ แล้วไกด์ทัวร์พาเราไปซื้อของที่ระลึกที่ร้านแห่งหนึ่ง เราก็น่าจะสันนิษฐานได้ว่า ตัวไกด์เองต้องได้รับประโยชน์บ้างไม่มากก็น้อยใช่ไหมครับ อีกอย่าง ถ้าราคาที่ร้านอาหารชาร์ตกับลูกค้านั้นไม่ได้บวกเพิ่มไปกว่าคนอื่นๆที่มาโดยแท็กซี่ไม่ได้พามานั้น ก็ไม่น่าจะเสียหายอะไร จะไม่ดีก็ตรงที่อาจจะไม่ได้ร้านอาหารที่เลื่องชื่อจริงๆ แต่เป็นร้านอาหารที่ยอมจ่ายให้แก่แท็กซี่ไกด์เท่านั้น
แต่เรื่องที่น่าจะต้องเป็นห่วงนั้นก็ไม่ได้ไม่มีอยู่เลย เพราะ เหตุการณ์แบบนี้ชี้ให้เราเห็นต่อไปได้ว่า มันไม่มีการควบคุม ตรวจตราเลย ดังนั้นเนี่ย การที่ชาวต่างชาติจะถูกเอารัดเอาเปรียบโดยคนไทยนั้นมันก็มีช่องทางมากมายที่จะเป็นไปได้, แล้วควรจะต้องชี้แจงชาวต่างชาติไหมว่าคนขับได้ส่วนแบ่งจากการที่พาเขาไปนี้, %เท่าไหร่คือส่วนที่ยอมรับได้ ซึ่งบางครั้งก็ต้องใช้คำว่าคนไทยไปค้ากำไรเกินควรอยู่เหมือนกัน และการค้ากำไรเกินควรนี้ก็เป็นเรื่องผิดใช่ไหมครับ แล้วก็จะนำมาสู่ความรู้สึกที่ไม่ดีต่อผู้คนในประเทศนั้น ว่าคนไทยไปเอาเปรียบเขา ตัวอย่างเช่น เราจะรู้ได้อย่างไรว่าทุกร้านที่แท็กซี่พาไปนั้น ราคาที่ร้านคิดกับฝรั่งโดยเฉพาะที่แท็กซี่พามา กับคนทั่วไปนั้นเท่ากัน หรือ ว่าคนขับเห็นฝรั่งขึ้นรถมาเมาๆหน่อย ก็เลยไม่กดมิเตอร์ซะอย่างนั้น พอไปถึงก็เรียกเงินในจำนวนที่มากเกินกว่าราคามิเตอร์ปกติ อย่างนี้ก็มีนะครับ อย่าคิดว่าไม่มี
ในเรื่องของการพาไปร้านค้านั้น ทางที่ดีที่สุดน่าจะเป็นเรืองการเผยแพร่ข้อมูลมากกว่า คือ ให้ชาวต่างชาติที่มาเที่ยวเมืองไทยสามารถเข้าถึงรายชื่อท็อปฮิตของร้านอาหาร ขายสินค้า บริการต่างๆได้ง่ายๆ หลายช่องทาง อย่างนี้ก็จะทำให้เขาสามารถไปถึงที่ๆขายสินค้าและบริการที่มีคุณภาพได้มากขึ้น แล้วถ้าร้านเหล่านั้นบังเอิญ แท็กซี่เองก็ได้ส่วนแบ่งอยู่ด้วยอย่างนี้ก็จะทำให้ถูกใจกันทุกฝ่าย แหล่งข้อมูลก็อย่างเช่น เว็บไซต์ หรือ นิตยสารเพื่อเอาไว้ติดรถแท็กซี่ที่มีการจัดอันดับ ร้านค้า ร้านอาหาร แหล่งให้บริการในประเทศ จากชาวต่างชาติก็เป็นสิ่งที่น่าพิจารณาเหมือนกันครับ
ส่วนเรื่องการป้องปราบปราม การเอาเปรียบนักท่องเที่ยวต่างชาตินั้น ผมไม่รู้ว่ามันมีประสิทธิภาพแค่ไหนอย่างไรแล้วก็ไม่อยากเข้าไปยุ่มย่าม ก็เว้นไปละกันครับ
ปล. บทความนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้ถ้าอาจารย์แบงค์ไม่ได้มากระตุ้นเตือนให้ผมเขียนไรบ้างครับ หลังจากที่ทำตัวเป็นนักเขียนร่วมที่เลวมาสองสามหรืออาจจะสี่เดือน
เนื่องจาก อ.เป้ง กรุณาอ้างอิงถึงเลยต้องรีบเข้ามา comment (thesis ผมจะเสร็จไหมเนีย เหอะๆๆ)
ผมว่า สำหรับบทความนี้ ผมอยากแบ่งปันในมุมที่ไม่ได้มองแบบนักเศรษฐศาสตร์ (ถอดแว่นตาเสดสาดออกชั่วคราวนะครับ อิอิ) คืออย่างนี้ครับ ผมรู้สึกว่า พักหลังเมืองไทยไม่ใช่ Smile land แล้วครับ (ถ้ามันจะยิ้มคงเป็นยิ้มแบบเจ้าเล่ห์ๆ) เราต้องรับนักท่องเที่ยวด้วยความรู้สึกไหนกันแน่?
ผมว่ามันน่าอายถ้าฝรั่งถามว่า ไอ ไปไหนดี? แล้วคนไทย (ซึ่งพูดกรณีทั่วไปไม่ใช่เฉพาะแท็กซี่) วิ่งโร่พาไป “เที่ยวสถานบันเทิง อโคจร” ซึ่งน่ารำคาญพอๆกับพวกที่พาไปแต่วัด แบบให้เขาชมแต่ความงามทางวัตถุ โดยไม่ได้เล่าถึงเรื่องราวเบื้องหลังมากมายนัก(ผมเคยเจอชาวต่างชาติที่โดนพาเที่ยววัดจนกระทั่งต้องออกตัวว่า… please no more wat)
ผมคิดว่าเจ้าหน้าที่ของรัฐ โดยเฉพาะกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และ กระทรวงวัฒนธรรม ควรต้องมาปรับจูนความเข้าใจตรงนี้เสียก่อนว่า ทุกคนที่เกี่ยวพันกับนักทองเที่ยว ไม่ได้ขายสินค้าหรือบริการให้แก่นักท่องเที่ยว แต่คุณกำลังขาย “ประสบการณ์เกี่ยวกับประเทศไทย” ให้แก่นักท่องเที่ยวเหล่านั้น เวลาเขาไม่ประทับใจเขาไม่กลับประเทศไปด้วยอารมณ์หงุดหงิด “เจ๊จุ๊่ที่ขายผลไม้” แต่เขาเสียอารมณ์กับ “คนไทย” และ ประเทศไทยในภาพรวม หาไม่แล้ว การหานักท่องเที่ยวเข้ามาเที่ยวก็เท่ากับเป็นการ ขาย”หน้า” มากกว่าขายบริการอย่างที่บอกไปแล้ว
แต่ว่านะครับมาคิดอีกทีผมว่าที่ “แท็กซี่” ตามบทความคุณ Vice versa ว่ามา Love farang นั้นอย่าน้อยใจกันไปเลยนะครับ เพราะผมคิดว่า
๑) เขาไม่ได้รับฟ้าหรั่งหรอกครับ เขารัก “เงิน” ในกระเป๋าสตางก์ฟ้าหร่างหง่างเหง่งนั่นต่างหาก (ผมก็รักนะเงิน แต่ไม่มากจนทำให้ทำร้ายภาพพจน์ประเทศไทยหรอกนะครับ) ปล. ถ้าพูดกันจริงๆจังๆแล้วผมคิดว่า Sticker นี้ก็ดีออกครับ มันดูเป็นมิตรดี… เพียงแต่ผมรู้สึกว่าส่วนใหญ่เราปากปราศรัย น้ำใจเชือดคอ หงะครับ เราไม่ได้รักเค้าจริงอย่างว่าเท่าไหร่เลยไม่งั้นคงไม่พาไปถูกฟันหัวบานด้วยราคา top up ตามที่เล่าหรอกครับ
๒) อย่างน้อยใจคิดว่าคนไทยเอาเปรียบแต่ฝรั่งครับ คนไทยด้วยกันเองเราก็ยังเอาเปรียบ… ผมมีตัวอย่างสองเคสมาแบ่งปันครับ
อาจารย์เสรี วงศ์มณฑา ท่านเคยเล่าให้ฟังว่า… ท่่านไปซื้อผลไม้ก็ต่อคิวอยู่พอคนก่อนหน้าท่านเดินไปแม่ค้ารีบบอกว่า อ.เสรีอย่าซื้อแบบคนก่อนหน้าท่านเลย มันไม่สด เอาอย่างอื่นดีกว่า!!?? ท่านเลยนำกลับมาสะท้อน ว่า นี่ถ้าท่านไม่ใช่ อ.เสรี คงต้องเสียความรู้สึกกับผลไม้ดังกล่าวแน่ๆ (คนไทยแท้ๆทำกันได้)
อีกรายเป็นอาจารย์จากมหาวิทยาลัย เวอจิเนีย เทค ท่านมาเที่ยวไทยแล้วท่านรู้สึกว่าเราคิดราคาแพงมาก จนกระท่ังท่านรู้สึกว่า ไปเที่ยวประเทศอื่นคุ้มกว่า ซึ่งท่านรู้สึกว่าไหนๆคนไทยด้วยกันเองทำไม่มีทำ price discrimination แบบราคาคนไทยด้วยกัน ไปคิดเท่าฝรั่งได้อย่างไร ซึ่งส่วนตัวผมเห็นว่า น่าจะทำตามข้อเสนอที่ให้มีการตั้งราคาสำหรับคนไทยครับ ทว่า ควรทำให้ชัดเจนไม่ใช่ไปงุบงิบทำ มันไม่เห้นจะน่าเสียหายนิครับที่จะมีป้ายบอกชัดว่า คนไทยราคา ๑๐ บาท ส่วนยู “ฝรั่ง” ๒๐ บาทแล้วกันไหนๆยูหากินทุเรียนที่บ้านยูราคาถูกแบบนี้ไม่ได้อยู่แล้ว ผมว่าแฟร์ออก เพียงแต่มันต้องเป็นราคาที่คิดว่า “ไม่ทำร้ายความรู้สึก” ซึ่งก็คงจะต้องขึ้นอยู่กับศิลปะการตั้งราคาของแต่ละคนหละครับ
(อ้าวจนแร้วจนรอดก็มาปิดท้ายแบบเผลอใช้เสดสาดจนได้นะเรา
)
หยั่งงี้ต้องทำ sticker ขึ้นมาใหม่แปะบนแท๊กซี่ว่า “I LOVE FARANG (‘S MONEY)” 555
ผมว่า ไม่ใช่แค่เราเอาเปรียบฝรั่งในเรื่องนี้ แต่จริง ๆ ฝรั่งก็เอาเปรียบเราเหมือนกันในหลาย ๆ เรื่องเหมือนกันนะครับ มันอาจจะเริ่มมาหลายร้อยปีแล้ว ที่เค้าไปเที่ยวทำสงครามล่าอาณานิคมไปทั่ว ทำให้ฝรั่งผิวขาวมีทรัพยากรมากมายมหาศาลมากกว่าประเทศอย่างเรา ๆ มาก จนทำให้เค้ามี “ทุน” มากกว่าเรามาก จากนั้นเค้าก็คิดเกมของทุนนิยมขึ้นมา ให้คนทั้งโลกเล่น ซึ่งเป็นเกม ที่ แน่นอน เค้าได้เปรียบเราอย่างมาก ในตอนเริ่ม
ในเกมนี้ เค้าสามารถเอา “เงิน” มาซื้อประเทศที่ตามเกมไม่ทัน ได้ด้วยราคาถูก ๆ (อย่างถูกต้องตามกฎหมาย)
เราจะไปทำอะไรบ้าง นอกจากก้มหน้าพัฒนาตัวเอง และประเทศลูกเดียว
ถึงวันนั้น คาดว่าค่าแท็กซี่บ้านเรา จะเท่ากับยุโรป เราจะได้ “I LOVE FARANG” จริง ๆ ไม่ใช่ “I NEED FARANG” เหมือนปัจจุบัน
ประเด็นที่คุณเอกว่ามันก็ใช่ครับ แต่มันเป็นคนละเรื่องเดียวกัน
สิ่งที่ผมพยายามชี้ให้เห็นคือการที่เรามองอะไรระยะสั้น โดยขาดดำรงไว้ซึ่งคุณภาพในระยะยาว จะส่งผลเสียกับเราในที่สุดเองครับ
ตัวอย่างหนึ่ีง คือ มีแม่เพื่อนของผมคนหนึ่งไปจีน ซื้อกาชงชา ซึ่ง ที่ร้านก็ลองก็ใช้ได้คล่องเลย พอซื้อกลับมาใช้ที่บ้าน ก็ปรากฎว่าพังใช้ไม่ได้
อีกตัวอย่างมาจากสารคดี discovery คนต้องการซื้อของเก่าเอามาสะสม คุยกันกับคนขายอย่างดี โดยมีการรับประกันด้วยว่าถ้าปลอมให้เอามาคืน โทรหาเบอร์นี้ๆ ซื้อมาแล้ว นำไปปรึกษาอย่างละเอียดอีกที มันก็ปลอมจริงๆ พอโทรไปก็ปรากฎว่า ไม่รับผิดชอบ ไม่รู้เรื่อง อะไรอย่างนี้
ลองนึกถึงตัวเราถ้าเจออย่างนี้ จะซื้ออีกมั้ยครับ แล้วจะบอกคนที่เรารักให้ซื้อมั้ยครับ แล้วเราจะพูดถึงประเทศที่เราไปเยือนมาว่าอย่างไร …”ชอบโกง”ใช่ไหมครับ
อีหรอบนี้เนี่ย ถ้าเราไม่จัดการให้เป็นเรื่องเป็นราวก็เท่ากับว่าเปิดช่องให้มิตรประเทศอื่นที่มีศักยภาพเชิงการท่องเที่ยวคล้ายเราเข้ามาแข่งขัน โดยมีจุดขายที่ดีกว่าเราตรงนี้ได้ครับ
อนึ่ง ความภูมิใจในชาติเนี่ย มันสร้างกันยากนะครับ ชมตัวเองมันก็ไม่ดัง ต้องให้คนอื่นเค้าชมครับ
ขอแสดงความคิดเห็นในฐานะผู้รู้น้อยคนนึงนะครับ
(ขอตอบแบบชาวบ้านด้วย)
1. ผมเซ็งกับแท๊กซี่ที่ไม่ยอมรับผู้โดยสารมาก เรียกให้ไปไหนแล้วไม่ยอมไป ทั้ง ๆ ที่มีกฏหมายบังคับอยู่แต่กรณีนี้ยังเกิดอยู่ มันแสดงถึงกฏหมายบ้านเรายังห่วยแตกอยู่ เราไม่สามารถไปทะเลาะกับแท๊กซี่ได้เพราะไม่มีประโยชน์ กฏหมายเท่านั้นที่จะจัดการได้อยู่หมัด เหมือนประโยคที่ว่า “Catch me if you can” ดังนั้นการ blame แท๊กซี่จึงเป็นการทำได้แค่ทำให้อาชีพนี้ดูมืด ๆ ไปเท่านั้น ถ้าจะอัดจริง ๆ ส่วนตัวผมคิดว่ากฏหมายคือตัวหลัก
2. ผมเองก็เป็นคนที่นั่งแท็กซี่แล้วเค้าชวนคุยบ่อยมาก (ไม่รู้ทำไม 555+) จากข้อมูลที่ผมมี อยากให้มองในมุมของคนขับแท๊กซี่บ้างว่าทำไมเขาถึงต้องหารายได้ส่วนเพิ่มแบบนี้ หลายคนมีปัญหาชีวิตครอบครัวเรื่องเงินไม่พอใช้จ่ายด้วยเหตุผลหลาย ๆ อย่าง อีกทั้งหลายคนต้องทำงานประจำด้วย เช่น ทำงานกลางวันแล้วรอกะขับรถตอน 4 โมงเย็น เป็นต้น
ดังจะเห็นได้ว่าปัญหามันไม่ได้เริ่มต้นที่แท๊กซี่ซะทีเดียวครับ แต่มันเริ่มจากมาตราฐานการดำรงชีพของคนไทยส่วนใหญ่อยู่ในระดับต่ำ ทั้งการศึกษา การวางแผนการมีครอบครัว ที่ยังมีการพัฒนาช้าอยู่เมื่อเทียบกับต้นทุนในการดำเนินชีวิตที่เพิ่มขึ้น ส่วนต่างตรงนี้เองที่ทำให้ทุกคนไม่ว่าใครก็ตามในอาชีพใดก็ตามต้องพยายามหามาชดเชยความต้องการพื้นฐานของแต่ละคนให้ได้
ปัญหาดังกล่าวสั่งสมมานานจนทำให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของอาชีพ ๆ หนึ่งไปเลย เช่น ครูที่สอนหนังสือในโรงเรียนก็มีมากที่มาเปิดติวเด็กอีกข้างนอก และในกรณีของแท๊กซี่ เป็นต้น
ถ้าอยากแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ ให้ไปมองที่ผู้บริหารประเทศและนโยบาย (ทุกคนเลย ผมด่าหมด) เรื่องการเมืองมีแค่เรื่องเดียวครับ คือ ชาติ ส่วนเรื่องอื่น ๆ คือเรื่องรอง ไม่ต้องมาอ้าง เพราะทุกเรื่องที่อ้างว่า คือ เกมการเมือง แท้จริงก็คือเรื่องผลประโยชน์เข้าตัวเองเกือบทั้งหมด (ย่อหน้านี้ไม่ต้องอ่านก็ได้ครับ ผมแค่อยากระบาย)
3. ในเรื่องของฝรั่งที่มาเที่ยวเมืองไทย มันมีหลายแบบนะครับเรื่องการเสนอราคาค่าโดยสารจะเห็นได้ว่าบางคนบ่นเรื่องค่าโดยสารแต่บางคนไม่บ่น คล้าย ๆ กับกรณีที่เกิดขึ้นของ Discriminating Monopolist กับ Ordinary Monopolist ในส่วนของการเสนอราคานะครับ หรือ Reservation Price แต่ละคนมี Reservation Price ไม่เท่ากัน ซึ่งในบางกรณีเราจะเห็นราคาที่สูงบ้างต่ำบ้าง หรือราคาเดียวกันหมด หลาย ๆ แบบ ซึ่งเมื่อเป็นอย่างนี้ก็ไม่ได้หมายความแท๊กซี่ทุกคนจะได้ผู้โดยสารหมดทุกครั้งที่เสนอราคานะครับ ไม่จำเป็น โดยบางคนสามารถเสนอราคาแบบ Discriminating ได้ ในขณะที่บางกรณีก็เป็น Ordinary (ใครรับราคาไม่ได้ก็ปล่อยไป) นี่คือในส่วนของความจริงของการเสนอราคา มันเป็น Market Nature อยู่แล้วผมไม่อยากไปยุ่งมาก เพราะมันเป็นทุกตลาดครับ ยกตัวอย่าง มีแท๊กซี่คนหนึ่งเคยเล่าให้ผมฟังว่าเค้าเรียกไป 5000 จากสนามบินสุวรรณภูมิ ไปโรงแรมแถว ๆ สุขุมวิท ซึ่งเพื่อนผู้โดยสารก็นั่งมาอีกคันแค่แท๊กซี่อีกคัน เรียก 500 ผู้โดยสารก็ไม่ได้ใส่ใจอะไรมาก แถมยังมาบอกคนขับที่เรียก 5000 อีกว่า อีกคันที่กำลังตามมาเรียก 500 เป็นต้น มันไม่ใช่ข้อร้องเรียนที่หนักพอที่จะสามารถนำมาทำลายคนขับรถแท็กซี่เหล่านี้ได้ (แม้ว่าอยากจะทำ) เหตุผลพวกนี้ร้องเรียนกันทุกวันแต่ ในคุณดูว่าสุดท้ายมันดีขึ้นหรือไม่ในปัจจุบัน
แต่ถ้ามองในด้าน จรรยาบรรณ ของการประกอบวิชาชีพแล้ว ซึ่งสำคัญกว่าและเราสามารถจัดการมันได้ง่ายกว่าการจัดการกับธรรมชาติของตลาดแล้ว เพราะคุณอ้างไม่ได้ว่าถ้าไม่อยากได้ราคานี้ก็ไปขึ้นคันอื่น การเเปรียบโดยไม่กดมิเตอร์แสดงถึงการดูถูกสิทธิและริดรอนสิทธิของคนเป็นอย่างยิ่ง และระบบของมิเตอร์กับการเหมาจ่ายกลับกลายเป็นว่าถูกนำมาใช้ไม่ถูกกับวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ ซึ่งผมมองว่ามันไม่ถูก Monitor เพราะมันทำได้ยาก คนขับก็บางครั้งสับเปลี่ยนกันมั่วซั่ว ลูกมาขับแทนพ่อบ้าง เพื่อนมาขับแทนกันบ้าง ไร้วินัย หลายครั้งที่ผมสังเกตุว่าหน้าคนขับกับหน้าคนที่อยู่ในป้ายชื่อไม่ตรงกัน การท่องเที่ยวมันเป็นสินค้าที่เรียกได้ว่า ปากต่อปาก ภาพพจน์นั้นสำคัญยิ่ง และนี่คือ ปัจจัยที่สะสมกันไปเรื่อย ๆ และปัญหามันก็ยังมีอยู่เรื่อย ๆ ซึ่งกฏหมายไทยก็เส็งเคร็งทำอะไรไม่ได้
ข้อเสนอ (ผมไม่อยากด่าอย่างเดียว)
1. รัฐบาลต้องบริหารประเทศให้ดีกว่านี้ ลดข้าใช้จ่ายทางด้านการบริหาร ซึ่งปัจจุบันมีอยู่ประมาณ 70 % ของงบประมาณแผ่นดิน แปรรูประบบข้าราขการเน่า ๆ ซะ แล้วเอาเงินที่เหลือมาพัฒนาการศึกษา และสินค้าสารธาณะให้เต็มที่ เตรียมพร้อมการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยื่น ปัญหาเรื่องคุณภาพชีวิตในหลาย ๆ ส่วนจะคลี่คลายลงเป็นอย่างมาก ซึ่งจะช่วยลดช่องว่างทางด้านราคาลง ทำให้ไม่ว่าจะรับคนไทยหรือฝรั่งก็ไม่ทำให้เกิดความแตกต่างทางด้าน Income ของผู้ให้บริการรถ
2. ปรับลดปริมาณรถแท๊กซี่ลงให้อยู่ในระดับที่จำเป็น สอดคล้องกับรถเดินทางสาธารณะ ทั้งรถไฟฟ้า รถเมล์ เพราะปัจจุบันมีมากเกินจนทำให้เกิดการขาดทุน ไม่เคยไม่ผู้วางนโยบายคนไหนออกมาบอกวิเคราะห์อย่างจริงจังว่าระดับที่เหมาะสมของรถโดยสารที่วิ่งบนท้องถนนกับรถไปฟ้าควรจะเป็นเท่าไหร่ให้เพียงพอกับความต้องการจริง ๆ องค์กรพวกนี้ขาดคนเก่ง คุณอาจบอกว่ามันไม่มีทางทำได้หรอก เราจะสำรวจ demand ทั้งหมดไม่ได้หรอก แต่ถ้าคิดแบบนั้นก็จงขาดทุนต่อไปเรื่อย ๆ เพราะในส่วนตัวผม ผมเชื่อว่าเราสามารถพัฒนาการประมาณการเส้นอุปสงค์ให้ดีกว่านี้ได้อีก ไม่เช่นนั้นโลกนี้คงต้องหยุดนิ่งไปนานแล้ว
Econometrics Tool ในต่างประเทศมันไปไกลกว่าที่เราเรียนอยู่มากแล้ว Baysian บ้านเราไม่มีใครสอน ในขณะที่ในเมกา และยุโรป มันเรียนกันมา 20 ปีแล้ว, Threshold และ Ergodice เพิ่งถูกนำมาใช้เมื่อ 10 ปีที่แล้วแต่บ้านเราคงต้องรอไปอีกนาน เพราะแค่ เรื่องเบื้องต้นเรายังสอนกันซ้ำไปซ้ำมาก็ยังไม่รู้เรื่องกันเลย (ย่อหน้านี้ไม่ต้องอ่านก็ได้ครับ ผมแค่อยากระบาย)
เมื่อเราสามารถจัดการ บริหารปริมาณได้ อาชีพแท๊กซี่ก็จะถูกจำกัดมากขึ้น ดังนั้นการคัดเลือกคนที่มีจรรยาบรรณเข้ามาทำอาชีพนี้สามารถทำได้อย่างมีประสิทธิภาพ การตรวจสอบก็ง่ายขึ้น ซึ่งในปัจจุบันการเข้ามาของพวก Rotten Lemon (ขอเพิ่ม Rotten ไปด้วย) ในตลาดมีมาก เพราะเป็นอาชีพที่ใคร ๆ เข้ามาทำได้ไม่ยาก ด้วยเงินทุนไม่สูงมากนัก
3. ถ้าลำบากกันมา ผมขอเสนอให้ไม่ต้องมีมิเตอร์ แต่เหมาจ่ายตลอดทางตั้งป้ายระบุระยะทางที่เหมาจ่าย และบังคับให้แท๊กซี่ติดเครื่องคำนวณ GPS หรืออื่น ๆ ที่เหมาะสม โดยให้ผู้โดยสารชี้จุดหมาย แล้วคำนวณระยะทางแล้วออกใบเสร็จให้เลยว่าเท่าไหร่ ซึ่งคำนวณ โดยอิงจาก ระยะทาง สภาพการจราจร ลักษณะรถ และคำนวณเวลาให้ด้วย เวลาร้องเรียนก็เอาข้อมูลบนใบเสร็จไปจัดการเลยครับ ให้ระบบลิ้งค์กับการขนส่งมวลชนและศูนย์การจราจร แล้วตั้งระบบคำนวณเส้นทางสั่งตรงมาจากศูนย์ใหญ่ให้ทำการ Opimal เส้นทางทุก ๆ 5 นาทีโดยเน้น General Solution มากกว่า Partial เพื่อลดปัญหารถติดในพื้นที่ด้วย (นึกสภาพศูนย์ควบคุมจราจรเหมือน สถานียิงจรวดของ Houston ซิครับ) ไม่ต้องมานั่งเปิดปิดไฟกันมั่ว ๆ อยู่ งบอาจดูสูงหน่อย แต่ถ้าไล่พวกเช้าชามเย็นชาม กับปรับระบบข้าราชการใหม่ งบตรงนี้เหลือเฟือครับ เอาไปจ้างคนเก่ง ๆ คนเดียวที่สามารถทำงานได้เท่ากับคน 10 คนยังคุ้มกว่า เผลอ ๆ เงินเหลือด้วยครับ
ผมเห็นนักเรียนทุนประเทศหลาย ๆ คนที่ผมรู้จักถูกดึงตัวไปอยู่ต่างประเทศหลายคนแล้ว มันสะท้อนอะไรบางอย่างนะครับ
บทแสดงความคิดเห็นนี้เป็นความเห็นส่วนตัว ผิดถูกบ้าง เกินเลยบ้างต้องขออภัย
วันนี้ผีเข้าครับ อยู่ ๆ ก็อยากระบาย
ผมว่าเรื่องโกงนี่ จริง ๆ มันก็เหมือนเป็นนิสัยประจำชาติเหมือนกันนะ เค้าบอกว่าคนไทยมีอยู่ 4 ขี้ หนึ่งในนั้นก็คือ ขี้โกงครับ
เราโตมากับทัศนคติว่า โกงไม่ผิดมาก มาตั้งแต่เด็กแล้วมั้ง ผมว่า ตั้งแต่ การรับเงินแป๊ะเจี๊ะ ก็ไม่เห็นผิดมากมาย ลอกการบ้าน ก็ไม่เห็นผิดมากมาย ลอกข้อสอบ ก็ไม่เห็นผิดมากมาย ถ้าลอกได้โดยครูจับไม่ได้ นี่จะดูเท่กว่าเพื่อนอีกตะหาก บกพร่องโดยสุจริต ก็ไม่เห็นผิดมากมายเหมือนกัน ฯลฯ
เรียกได้ว่า โกงนิดโกงหน่อย ไม่เห็นเป็นไรมาก สรุปคงเป็นประมาณนี้รึเปล่านะ?
คุณmsi
ขอบคุณมากครับที่กรุณาตอบด้วยความจริงใจแบบภาษาชาวบ้าน ปนวิทยาทานระดับอารยะชน ผมชอบให้เราคุยกันแบบภาษาชาวบ้านครับ และการระบายนี่ก็เป็นอะไรที่ทำประจำ
ด้วยความเคารพ ผมจะชวนคุยกับคุณทีละข้อเลยละกัน
1. จริงครับ และผมก็เซ็งมากมายหลายต่อหลายรอบ แต่เราก็ไม่รู้จะทำอะไรได้อยู่ดี แต่ยิ่งได้รู้เรื่องราคาที่แตกต่างกันในการโดยสารแท็กซี่ผมก็ต้องทำใจยอมรับมากขึ้นเลยนะครับเพราะรายได้่ที่เขาได้จากเราๆกับฝรั่งบางทีมันก็สูงเกือบสิบเท่าด้วยซ้ำไป
แต่เมื่อนึกว่าแท็กซี่ที่จอดรับเราแล้วแต่ไม่รับ นั่นก็แปลว่าเค้ายอมรับคนไทย แต่ไม่ไปเพราะจุดหมาย ก็คิดมั่วซั่วออกมาได้ประมาณว่า ทางไปบ้าน/จุหมายคุณmsi รถติดสาหัสครับ ซึ่งอันนี้ไม่ค่อยเกี่ยวแต่เพ้อเล่นๆ
นึกขึ้นมาถึงว่า ผมเคยคุยกับแท็กซี่ ในกรณีที่กดมิเตอร์ สิ่งที่เขาชอบมากเลยก็คือไประยะทางใกล้ๆ คือกินค่าโดยสาร35บาทไว้ก่อนแล้ววนมารับผู้โดยสารคนต่อไปได้ง่าย ต่อมาก็คือการวิ่งไกลที่รถไม่ติด แต่จะไม่ชอบเลยเวลารถติดแหง็กๆ ซึ่งตรงนี้เองมันเกิดจากการที่ค่าโดยสารมันขึ้นน้อยยยย (เค้าบอกว่างั้น) เวลารถติดนะครับ คือแก๊สก็เสีย มิเตอร์ก็ขึ้นช้าก็เลยไม่ชอบกัน แต่เราก็ต้องเข้าใจว่า การที่มิเตอร์ขึ้นช้าเวลารถติดนั้นมันเป็นแรงจูงใจอย่างหนึ่งที่บังคับให้แท็กซี่พยายามหาเส้นทางที่รถติดน้อยที่สุดให้แก่ผู้โดยสารครับ
นึกแล้วก็เลยมาดูอัตราค่าโดยสารซะหน่อย แล้วก็ลองเปรียบเทียบกับประสบการณ์อย่างประมาณของตัวเองก็พบว่า
(ตัวอย่างการคำนวนด้วยความรู้สึกนึกบ้า…)
ด้วยระยะทางจากบ้านถึงมหาวิทยาลัย(ในเมือง) ประมาณ สิบกิโล รถวิ่งฉิวตลอดจะติดก็แค่ไฟแดง จะใช้เวลาประมาณ30นาที(วิ่งในเมือง) ค่าโดยสารจะอยู่ที่ประมาณ90บาท ซึ่งคิดเลขออกมาได้เป็น นาทีละ1.83บาทคือส่วนที่เป็นค่าโดยสารตาระยะทาง เมื่อเปรียบเทียบกับค่าโดยสาร 1.5บาทต่อนาทีในกรณีที่รถติดจะเห็นว่ารายได้ที่แท็กซี่คันนี้เสียไปก็คือ ประมาณ43สตางค์ต่อนาทีครับ(ไม่คิดค่าโดยสารแรกเข้า35บาท)
ซึ่งถ้ามีรถแท็กซี่สองคัน คันแรกวิ่งตลอดสามสิบนาที และ จะหาผู้โดยสารได้เมื่อเสร็จหลังจากผู้โดยสารคนก่อนเมื่อเวลาผ่านไปสิบนาที ส่วนคันที่สองเดินทางหนึ่งชั่วโมง แต่รถติดไปเสียสามสิบนาที และจะใ้ช้เวลาหาผู้โดยสารใหม่เท่ากับคันแรกคือ สิบนาที assumeให้วิ่งด้วยความเร็วและระยะทางเหมือนบ้านผมตลอด รถแท็กซี่คันแรกจะมีรายได้เท่ากับ 180 บาท ในทุก70นาที ส่วนแท็กซี่อีกคันหนึ่งจะมีรายได้เท่ากับ 135 บาทในระยะเวลาเท่ากันครับ
รายได้ที่ต่างกัน45บาทนี้คูณ5เข้าไปก็เป็นเกินครึ่งของค่าแก๊สวันนั้นแล้วครับ
นี่อาจจะเป็นเหตุผลนึงครับที่ทำให้คุณ msi เรียกไม่ค่อยได้เหมือนผม
2. ผมว่าการให้ใครสักคนหนึ่งมาเป็นผู้บริการแท็กซี่ทุกวันนี้มันดูสะเปะสะปะ ไม่รู้เหมือนกันว่าต่างประเทศเขาใช้ระบบอย่างไร แต่ไอเดียหนึ่งที่ผมเสนอมั่วๆก็คือ การจำกัดจำนวนอู่แท็กซี่ และการจำกัดจำนวนรถแท็กซี่บนท้องถนน อาจจะโดยทางตรง หรือ ทางอ้อม
เรื่องมันก็มีอยู่ว่า ทุกวันนี้การขับรถแท็กซี่คือ อาชีพที่ไม่มีอุปสรรคใดๆเลยในการเข้ามาอย่างที่คุณ msi บอก กล่าวคือ ตกงานก็ขับ ทำงานก็ขับ เบื่อเป็นลูกจ้างก็ขับ เป็นยามยังมาขับเป็นต้น และการให้บริการอู่แท็กซี่ก็เช่นเดียวกัน สองสิ่งนี้ทำให้เกิด
2.1.การแข่งขันอย่างสูงในหมู่แท็กซี่เอง ซึ่งสุดท้ายก็อาจจะเป็นจุดสนับสนุนหนึ่งที่ทำให้เกิดการเอารัดเอาเปรียบชาวต่างชาติอย่างที่บอกกันมา หรือ การเคี่ยวขึ้นในการรับผู้โดยสารเป็นต้น จุดนี้เองก็ไม่ใช่ว่าส่งผลดีต่อคนขับในภาพรวมเพราะว่าเมื่อมองในระยะยาว เมื่ออาชีพแท็กซี่สามารถเข้ามาได้ง่ายและทำกำไรงามกว่าอาชีพดาดๆอย่างอื่น แรงงานจากอาชีพอื่นก็จะเข้ามาขับรถแท็กซี่ ทำให้เกิดการแข่งขัยที่สูงแย่งรับผู้โดยสารเพื่อให้มีรายได้แค่เพียงพอต่อขั้นต่ำในการดำรงชีพเท่านั้น
2.2.การควบคุมดูแลเป็นไปด้วยความยาก คือ เนื่องจากมีอู่เปิดมาก เป็นผู้ประกอบการรายเล็กมากราย ก่อให้เกิดความสับสนในการจำตัวรถ(ฟ้าเปล่าๆ ฟ้าคาดเงิน ฟ้าคาดชมพู ฟ้าคาดดำ มากมาย)ซึ่งเป็นประเด็นสืบเนื่องไปยังความปลอดภัยและการตามสืบรถในกรณีที่เกิดเหตุร้ายและของหาย อีกทั้งยังเป็นอุสรรคต่อการรวมศูนย์การสื่อสาร และขอความร่วมมือในการติดตั้งอุปกรณ์ที่จำเป็น (มากคนมากความ) บางรายไม่มีทุนพอ ซึ่งแนวทางรายย่อยๆเหมือนจะช่วยเพิ่มการแข่งขันของอู่ต่างๆซึ่งจริง แต่ไม่ได้มีประโยชน์ถึงผู้บริโภคเพราะราคานั้นโดนกำหนดโดยมิเตอร์ ผู้บริโภคไม่ได้รับอะไรมากไปกว่าปริมาณแท็กซี่บนท้องถนนมากขึ้นครับ
2.3 ต้นทุนใบอนุญาตต่ำ ทำให้คนขับไม่เห็นคุณค่า เพราะว่าได้มาง่ายอีกทั้งก็ไม้ได้เป็นอาชีพที่น่าสนใจอะไีรเพราะรายได้ธรรมดาๆ ทำให้คุณภาพของผู้ให้บริการนั้นไม่แน่นอน และมีความเสี่ยงที่จะได้คนที่ไม่ได้มีความตั้งใจในการประกอบอาชีพสุจริตเข้ามา
ซึ่งทั้งนี้หากเปลี่ยนมาเป็นการจำกัดจำนวนรถแท็กซี่ ให้มีอุปสรรคที่มากขึ้นแก่ผู้เข้ามาใหม่ ข้อด้อยแน่นอนก็คือ แท็กซี่จะไม่ได้เป็นแหล่งซึมซับบัฟเฟอร์ของผู้ว่างงานอีกต่อไป แต่ในทางกลับกันแล้ว ไม่เพียงแต่ทำให้ตัวคนขับเองได้รับประโยชน์จากการแข่งขันที่น้อยลงแล้ว ยังทำให้ใบอนุญาตในการขับแท็กซี่นั้นมีมูลค่ามากขึ้นด้วย ทุนอันหนึ่งของคนขับที่เพิ่มขึ้นมาก็คือใบอนุญาต สิ่งที่ซึ่งคนขับจะต้องคอยประคบประหงมรักษาไว้ สิ่งนี้ก็เหมือนแรงผลักดันที่จะทำให้เขาประพฤติตัวดีๆกับผู้โดยสารครับ(ซึ่งต้องใช้คู่กับการควบคุมดูแลที่มากขึ้น) (เรื่องอุปสรรคในการเข้าสู่ตลาดอาชีพ เราก็เห็นมีกันทุกอาชีพนะครับ ไม่ว่าจะเป็นทนาย นักวิเคราะห์ วิศวกร หรือ แพทย์ ชัดๆก็คือปริญญาครับ)
ส่วนการจำกัดจำนวนอู่ผู้ให้บริการนั้นจะเป็นการบังคับให้ผู้ประกอบการรายย่อยนั้นต้องกระเด็นออกไปข้างทาง นี่คือความจริง แต่เมื่อเราจัดการให้เหลือแต่ผู้ประกอบการที่พอจะมีทุนเรือนได้แล้ว การพัฒนาระบบโดยสารแท็กซี่นั้นก็จะเป็นได้โดยง่ายขึ้น
ประเด็นนี้อยากจะให้มองถึงเรื่องของความปลอดภัย ระบบติดตามรถแท็กซี่ และการมีศูนย์ติดต่อรถเพื่อการเรียกรถ หรือในกรณีที่ทำของหล่นไว้ในรถ แบบอย่างที่เป็นอยู่ทุกวันนี้มันดูเหมือนจะเกิดขึ้นได้ยากครับ
แน่นอนว่าราคาค่าโดยสารนั้นจะต้องสูงขึ้น แต่ก็แลกกับคุณภาพและความปลอดภัยที่สูงขึ้นด้วย ผู้โดยสารส่วนเกินจะถูกผลักกลับเข้าสู่ระบบขนส่งมวลชนที่ต้องถูกทำให้ดีขึ้นด้วยครับ
3.ผมคัดค้านการคิดเกินราคาของแท็กซี่นะครับ เพราะมันไม่มีจุดที่จะบอกได้ว่ามันจะไปสิ้นสุดตรงไหน อีกอย่างการต่อรองราคาอย่างที่เราคุยกันนั้นมันถูกทำให้แย่ขึ้นด้วยความไม่สมบูรณ์ของข้อมูล และ ความไม่liquidของตลาด ยกตัวอย่างว่าคุณจะซื้อทิชชู่ ไม่ใช่ว่าตะโกนไปยังคนขายแล้วคุณจะได้ราคาทิชชู่ที่ต่ำที่สุด แต่มันเหมือนคุณปวดขี้ แล้วต้องวิ่งไปห้าสิบเมตรไปหยิบทิชชู่อันนึ่งในท็อปซูเปอร์มาร์เก็ตไปจ่าย โดยที่กว่าจะรู้ราคาก็ต้องวิ่งห้าสิบเมตรกลับไปที่เคาเตอร์ ถ้าเกิดมันแพงไปคุณก็อาจจะไม่ซื้อ คุณก็ต้องวิ่งกลับไปหยิบอีกอันมาใหม่ วิ่งไปมันก็ไม่ตายครับ แต่มันน็อย ปวดขี้!
อีกอย่าง คำตอบคือคำถามขั้นเบสิคครับ คือ ..”แล้วแบบอย่างที่อารยะประเทศเค้ายอมรับกันในการคิดค่าแท็กซี่ ที่เหมาะสมคืออะไร?…”
แล้วเงินที่แท็กซี่จะหามาได้ด้วยวิธีแบบนั้นจะหายไปมั้ย ที่จริงแล้วก็คงหายไปบ้างแต่ไม่ทั้งหมดก็เพราะว่า เงินจำนวนที่เหลือนั้นจะก่อให้เกิดการกระจายการใช้จ่ายไปยังแหล่งอื่นด้วยครับ เช่นของฝ่งของฝาก เป็นต้งเป็นต้นครับ
ปล. 1. ผมชอบข้อเสนอสุดท้ายของคุณ msi มากเลยครับ
2. คุณmsiสามารถจะบ่น ระบาย ถึง รัฐบาล ระบบ ข้าราชการ หรือ อะไรก็ตามที่มันห่วยแตกได้ครับไม่ต้องขออนุญาต เต็มที่ สนับสนุน หรือจะเขียนขึ้นเป็นบทความใหม่ไปเลยเพื่อการบ่นโดยเฉพาะ ผมก็ยังเห็นด้วยไม่มีเปลี่ยน จะตามอ่านด้วยซ้ำ เอ้อ
3. Econometric มันไม่รู้เรื่องจริงๆครับคุ๊ณ
คุณเอกคับ
ผมว่าการโกงนี่เป็นทุกชาติครับ อยู่ที่ว่าระบบทั้งศึลธรรมการปลูกฝังค่านิยมและการควบคุมลงโทษของชาตินั้นๆมันเป็นอย่างไร ไทย จีน มะกัน แขกขาว แขกดำ ผิวขาว เหลือง ดำ มันก็มีตัวอย่างทั้งนั้น
แต่ที่เพิ่มเข้ามาคือ ชาวเอเชียจะมีเหมือนกันอย่างหนึ่งคือระบบเส้นสาย และ อุปถัมภ์ หรือที่เรียกกันเป็นภาษาปะกิตว่า cronyism ครับ
การแก้โกงนี่ก็คงต้องไปถามประเทศแม่ ต้นกำเนิด”แป๊ะเจี๊ยะ” ครับว่าแกเขาทำอย่างไร ได้ผลสำเร็จมากน้อยเพียงใด อยากรู้จริงๆ
สามก๊กให้ประโยคหนึ่งไว้ตอนช่วงแรกๆครับ ช่วงที่ขันทีทั้ง10เรืองอำนาจ ที่บ้านเมืองเป็นกลียุค การฉ้อราษฏร์บังหลวงเกิดขึ้นทุกหนแห่ง ทั้งจากขุนนางใหญ่เล็ก ประชาชนรากหญ้าก็ถูกเอารัดเอาเปรียบจนทนไม่ไหวเกิดจลาจลขึ้น ว่า
“เบื้องบนเป็นตัวอย่าง เบื้องล่างจึ่งทำตาม”
ง่ายๆแต่ได้ใจความอย่างนี้แหละครับผม
สวัสดีคับคุณ Ekaridhi
ผมเห็นเวปนี้เเล้วชอบมากเลยอยากจะเสนอความเห็นส่วนตัว
จากคุณ”Vice Versa” “เบื้องบนทำดี เบื้องล่างทำตาม”ผมเห็นด้วยอยากยิ่ง หากผู้นำเข้มงวด รักษากฎหมาย ผิดเป็นผิด ถูกเป็นถูก ใครจะกล้าฝ่าฝืน บ้านเมืองก้อสงบสุข…..เเต่นี่มันเน่ามาจากข้างบนละคับ จะโทษเบื่องล่างฝ่ายเดียวก้อไม่ได้
พูดถึงเรื่องtaxi ผมว่าในระยะยาวมันจะดีขึ้นเองละคับ โดยส่วนตัวเเล้ว ที่ปริมาณtaxi เพิ่มขึ้นอย่างมากในตัวเมืองมีสาเหตุมาจากว่า หากทำงานในปริมาณเท่ากันการขับtaxi นั้นเป็นงานที่คุ้มค่า(ทั้งด้านเเรงงานเเละเวลา)กว่าในด้านผลตอบเเทนเปรียบเที่ยบกับ การใช้เเรงงาน หรือ ทำงานโรงงาน….
เเต่ในระยะยาว ก็จะเข้าหลักพื้นฐานของ Demand&Supply. เมื่อการขับtaxi ไม่มีข้อกำหนดยากมากมายอะไร จะมีก้อเเค่ใบอนุญาติที่ได้มาง่ายมากๆดังที่คุณVice Versa บอก กับความสามารถในการขับรถกับจำเส้นทาง…
เมื่อปริมาณtaxi เพื่มขึ้นจากการที่คนจากอาชีพอื่นย้ายมาขับ taxi กันมากขึ้น จึงทำให้รายได้เฉลี่ยของคนขับtaxi ลดลง (ฝรั่งอาจจะไม่ได้ลดลงหรอกคับ เเค่อาจจะถูกคันอื่นตัดหน้าไปก่อนเเล้ว) เมื่อไม่มีกำเเพงกั้นความสามารถในการเเข่งขัน เช่น ความรู้ supply ของ taxi ก้อจะเพื่มอยากรวดเร็ว เมื่อรายได้ลดลงถึงจุดๆหนึ่งที่ ทำงานใช้เเรงงาน ได้มากกว่า ขับ taxi เเล้ว supply ของtaxi ก็จะลดลงไปอยู่ที่ระดับที่ควรจะเป็น (อาจจะต้องใช้เวลาซักนิด)
ผลกระทบในตอนเเรกที่รายได้ taxi ลดลง อาจสังเกตุได้จากการขึ้นราคา taxi ให้ได้มีรายได้เท่าเเต่ก่อน เเต่ว่ามันเป็นการได้ในระยะสั้น เมื่อขึ้นราคา เท่ากับว่า เปิดช่องให้มี supply ใหม่เข้ามามากขึ้น ในที่สุดเเล้วก้อต้องลดราคา เเข่งขันกันเอง
กระผมความรู้น้อย ผิดพลาดประการใดก้อขออภัยด้วยนะคับ ^^”
หวัดดีค่ะ
อ่านแล้วรู้สึกชอบบทความนี้มาก เพราะเคยโดนแท็กซี่ปฏิเสธแล้วไปรับฝรั่งแทน
จริงๆๆ ไม่ใช่แค่แท็กซี่หรอก ดูเหมือนคนไทยจำนวนไม่น้อยให้ความสำคัญกับฝรั่ง(เงิน) เช่นว่าเวลาเราไปเที่ยวตามที่ต่างๆๆ
จะได้รับบริการที่ไม่ค่อยจะดีนัก ถ้าเทียบกับฝรั่ง เคยมีประสบการณ์ไปเที่ยวที่ หัวหิน บรรดาแม่ค้า เจ้าของบ้านพัก
แท็กซี่ etc เป็นกันโม้ด อารมณ์ว่าเห็นฝรั่งแล้ววิ่งเข้าใส่ !!