อยากจะขอเล่าการทดลองที่ได้ยินมานานแล้วให้ทุกคนได้อ่านกัน เชื่อว่าหลายๆท่านคงจะเคยได้ยินมาแล้ว
การทดลองนี้ ว่ากันว่า เกิดขึ้นที่สหรัฐอเมริกา เป็นการศึกษาพฤติกรรมลิงกลุ่มหนึ่ง รายละเอียดดังต่อไปนี้
มีลิงอยู่ 5 ตัว มันถูกจับให้ไปใช้ชีวิตอยู่ในกรงใหญ่ๆกรงหนึ่ง ภายในกรงนั้นมีบันไดสูงชันตั้งอยู่กลางกรง โดยที่ลิงแต่ละตัวก็ไม่รู้ว่าจะตั้งไว้ทำไม เราปล่อยให้ลิงได้ชีวิตอยู่ร่วมกันสักพักหนึ่งจนเริ่มคุ้นเคยกันและกัน
แล้วอยู่มาวันหนึ่ง ได้มีใครเอากล้วยสุกๆหวีหนึ่งมาแขวนไว้เหนือบันไดกลางกรง ลิงทั้ง 5 เห็นดังนั้น จึงรีบปีนป่ายเพื่อเข้าไปแย่งชิงความเป็นเจ้าของกล้วยหวีนั้น
หารู้ไม่ กล้วยหวีนั้นมันมีกับดักซ่อนอยู่!!!
เมื่อลิงตัวหนึ่งขึ้นไปถึงชั้นบนสุดของบันไดได้สำเร็จ และพยายามจะดึงกล้วยออกจากเชือกที่ผูกอยู่นั้น ทันใดนั้นเอง ปรากฏว่าได้มีน้ำเย็นเฉียบจับใจถูกฉีดออกมาทั่วกรง ที่แท้เชือกนั้นถูกผูกติดอยู่กับสวิทซ์เปิดน้ำนั่นเอง
ลิงทั้ง 5 เมื่อได้โดนน้ำเย็นเฉียบฉีดใส่ก็พากันวิ่งเต้นเป็นจ้าละหวั่น หนาวสั่นไปทั้งร่างกาย จนกระทั่งน้ำเย็นหยุดลง…
ยัง!!! ยังไม่เข็ด มีลิงอีกตัวหนึ่งอยากลองดี ปีนขึ้นไปดึงกล้วยออกจากเชือกอีกครั้ง เหตุการณ์ซ้ำๆเกิดขึ้นอีกที ความหนาวเย็นปกคลุมทั่วกรงขัง
ในที่สุด ลิงทั้ง 5 ก็ไม่กล้าแม้แต่จะปีนขึ้นไปบนบันไดซักตัว คงจะเข็ดหลาบกันไปไม่น้อย
การทดลองยังดำเนินต่อไป…เขาจับลิงในกรงออกมา 1 ตัว หลังจากนั้นนำลิงตัว ใหม่ 1 ตัวเข้าไปแทนที่ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นก็คือ ลิงตัวใหม่พอเห็นกล้วยที่แขวนอยู่ มันก็รีบพุ่งเข้าไปที่บันไดทันที แต่…เดี๋ยวก่อน น้ำเย็นไม่ได้ถูกฉีดออกมาแล้วครับ นั่นเป็นเพราะลิงรุ่นพี่ทั้ง 4 เข้าไปรุมสกัมเจ้าลิงน้องใหม่อย่างสุดชีวิต
4 รุม 1 แบบนี้ เห็นทีลิงน้องใหม่ก็คงต้องยอมลิงรุ่นพี่ล่ะนะ ลิงน้องใหม่ก็เลยไม่คิดที่จะเข้าใกล้บันไดอีกด้วยความกลัวผสมความฉงนงงๆ
ยังครับ การทดลองยังไม่จบครับ เขาปล่อยให้ลิงอยู่อาศัยกันแบบนี้ไปเรื่อยๆ จนวันหนึ่งเราจับเอาลิงรุ่นพี่อีก 1 ตัวออกมาจากกรง แล้วเอาลิง Gen 3 ใส่เข้าไปในกรงแทน เหตุการณ์เดิมๆเกิดขึ้นซ้ำอีกครั้ง ลิงรุ่นพี่ทั้ง 3 เข้าไปรุมสกัมน้องใหม่ทันทีที่มันคิดจะปีนขึ้นบันได … อ่ะ ไม่สิ!!! นั่นมัน ลิงรุ่นน้อง Gen 2 เข้าไปร่วมวงกับลิงรุ่นพี่ด้วย!!! รับน้องใหม่กันสนุกเลยสิครับ
เขาทำการทดลองแบบนี้ไปเรื่อยๆ จับลิงเก่าออกมา เอาลิงตัวใหม่ใส่เข้าไป จนกลายเป็นลิงทุกตัวที่ไม่เคยสัมผัสประสบการณ์หนาวเย็นมาก่อนเลย
แต่…ไม่มีลิงตัวไหนเลยที่คิดจะปีนบันไดขึ่้นไปพิชิตกล้วยหวีนั้นเลยครับ!!!
เราหลงลืมอะไรบางอย่างไปหรือเปล่า?
เคยคิดทบทวนบ้างไหมว่า พฤติกรรมที่เราแสดงออก การกระทำที่ทำอยู่ทุกวัน กระบวนการการทำงานต่างๆของเรานั้น มันควรจะเป็นแบบนั้นแล้วจริงหรือ?
นี่เป็นกับดักทางจิตวิทยาครับ เรายึดถือกันตลอดมาว่า อะไรที่มีอยู่มาช้านานเป็นสิ่งที่ควรรักษาไว้และประพฤติปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด ผู้ใหญ่อาบน้ำร้อนมาก่อน ตามหลังผู้ใหญ่หมาไม่กัด
แต่เด็กก็อาบน้ำร้อนมาตั้งแต่เด็กๆแล้วเหมือนกันแหละน่า อีกอย่าง ตามหลังผู้ใหญ่ ผู้ใหญ่โดนหมากัดก็มีถมเถไป!!! … ความคิดสร้างสรรค์ใหม่ๆทำให้เกิดนวัตกรรมขึ้นบนโลกใบนี้มาแล้วมากมายครับ
แต่อย่างไรก็ตาม …ความคิดเก๋าๆเก่าๆก็เป็นตัวคอยพยุงหนุนหลังให้ก้าวไปด้วยความมั่นคงเช่นกัน
เราจึงควรต้องหาจุดที่ลงตัวระหว่าง “ความคิดใหม่ๆไฟแรงสูง”กับ”ความคิดเก่าๆเก๋าประสบการณ์” นำมาประยุกต์ผสมผสานเข้าด้วยกัน เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่ดีที่สุดครับ
ลองทบทวนชีวิตของตัวเองดูครับ ว่าเรารู้แล้วหรือยังว่า ถ้าเกิดปีนขึ่้นไปดึงกล้วยแล้ว จะเกิดอะไรขึ้น?
เพราะบางที เชือกที่ใช้แขวนกล้วย อาจไม่ได้ผูกติดกับสวิทซ์เปิดน้ำเย็นแล้วก็เป็นได้
ชอบมากเลยกิต อ่านง่ายดี มีแรงบันดาลใจ
(เคยอ่านเจอการทดลองอีกอันนึง เค้าเอาคนสองคนมานั่งคนละฝั่งของฉาก ฝั่งนึงเป็นคนที่ถูกติดกับเครื่องช็อตไฟฟ้า มีหน้าที่ตอบคำถามที่จะปรากฎขึ้นมาบนจอ อีกฝั่งเป็นคนที่มีหน้าที่กดปุ่ม ลงโทษ โดยเค้าจะมีสิทธิรู้ได้ว่าคนตอบคำถามตอบผิดหรือตอบถูก การทดลองเริ่มโดยการกดปุ่มเมื่อคนตอบคำถามตอบผิด กระแสไฟฟ้าจะเริ่มจากการช็อตอ่อนๆ และค่อยๆ แรงขึ้นเรื่อยๆ ตามจำนวนข้อที่ตอบผิด เป็นการทดลองที่ไม่มีการสิ้นสุด เพราะผู้ควบคุมการทดลองจะบอกกับคนกดปุ่ม ว่าเขาต้องกดปุ่มต่อไป และไม่ต้องรับผิดชอบใดๆ ทั้งๆ ที่คนตอบคำถามก็ส่งเสียงกรีดร้องทุกครั้งที่ถูกช็อตด้วยไฟฟ้า
การทดลองนี้ จริงๆ แล้วเป็นการทดลองพฤติกรรมของคนกดปุ่ม ว่าจะหยุดกดเมื่อไหร่ แม้ว่าจะได้ยินเสียงร้องของคนอีกฟาก ถึงจะรู้สึกผิด รู้สึกแย่แล้ว แต่ก็ยังกดต่อไปเรื่อยๆ ทุกครั้งที่เค้าเห็นข้อมูลว่าอีกฝั่งนึงตอบคำถามผิด
มันอาจจะดูโหดร้าย แต่ความจริงคือ กระแสไฟฟ้าอะไรนั่น ไม่มีจริง เป็นการแสดงของคนตอบคำถาม เพื่อดูพฤติกรรมของคนกดปุ่มเท่านั้น ในผลสรุปการทดลอง สรุปได้ว่า พฤติกรรมของคนเกิดจากผลของสิ่งแวดล้อมมากกว่าการตัดสินใจด้วยตนเอง โดยการทดลองนี้ให้ผลตรงกันมากกว่า 90 จาก 100 คน – ไม่เกี่ยวอะไรหรอกนะ แต่เคยอ่านเจอ ฮ่าๆๆ)
เก่า และ/หรือ ใหม่ = เก๋า
ว่าไปแล้ว, การตัดสินใจของแต่ละปัจเจกบุคคลมีความผันแปรแตกต่างกันตามแต่ละบุคคล. แต่ตามความเข้าใจของข้าพเจ้า, ดังที่ได้เสนอไปก่อนหน้านี้แล้วเรื่องเงื่อนไขพอเพียง และจำเป็น กับ การแสดงออกพฤติกรรมที่เหมาะสม, โอกาสที่ปัจเจกบุคคลหนึ่งจะตัดสินใจกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งนั้นขึ้นกับสองปัจจัยหลัก, ได้แก่, ต้นทุนการบริโภคสะสม, และต้นทุนการเข้าถึงของแต่ละปัจเจกบุคคลเอง. มากกว่านั้นความน่าจะเป็นมากที่สุดที่แต่ละปัจเจกบุคคลจะกระทำการที่เหมาะสมนั้นต้องประกอบด้วยเงื่อนไขของต้นทุนทั้งสอง. ต้นทุนการเข้าถึงต้องอยู่ในระดับต่ำโดยเปรีบเทียบเป็นเงื่อนไขพอเพียง, ในทางกลับกันหมายความว่าต้นทุนการเข้าถึงสัมพัทธ์ในระดับต่ำสร้างโอกาสให้แต่ละปัจเจกบุคคลมีพฤติกรรมที่เหมาะสม, แต่ไม่ได้หมายความว่าทุกปัจเจกบุคคลจะมีพฤติกรรมที่เหมาะสม. ต้นทุนส่วนหลัง, ต้นทุนการบริโภคสะสมต้องอยู่ในระดับสูงโดยเปรียบเทียบเป็นเงื่อนไขจำเป็นที่กำหนดให้แต่ละปัจเจกบุคคลมีพฤติกรรมที่เหมาะสม, ในทางหนึ่งกล่าวได้ว่าหากแต่ละปัจเจกบุุคคลมีต้นทุนการบริโภคสะสมสัมพัทธ์ในระดับสูง, ปัจเจกบุคคลนั้นมีโอกาสน้อยมากที่จะกระทำการที่ไม่เหมาะสม, แต่การกระทำการที่ไม่เหมาะสมนั้นมีอยู่น้อยมากสำหรับปัจเจกบุคคลนั้น.
ดังนั้น, ตามความคิดของข้าพเจ้า, ความ “เก๋า” จึงเกิดได้จากต้้นทุนการบริโภคสะสมสัมพัทธ์ในระดับสูงของปัจเจกบุคคล และ/หรือต้นทุนการเข้าถึงสัมพัทธ์ในระดับต่ำของปัจเจกบุคคล.
สำหรับปัจเจกบุคคลที่มีพร้อมทั้งสองเงื่อนไข, บุคคลนั้นมีโอกาสสร้างความเก๋ามากกว่าปัจเจกอื่น.
จากข้างต้น “พฤติกรรมของคนเกิดจากผลของสิ่งแวดล้อมมากกว่าการตัดสินใจด้วยตนเอง,” ดูแล้วกล่าวเกินไป. ถ้าให้เหมาะสมมากขึ้น, ลอง “พฤติกรรมของคนเกิดจากการตัดสินใจ, ที่เกิดจากผลของสิ่งแวดล้อมมากกว่าผลของปัญญาณาญของตน. แฮะ. ไม่รู้เข้าใจผิดหรือไม่.