งบไทยเข้มแข็ง… ทำใครเข้มแข็ง?
เรียนทุกท่านในเบื้องต้นเสียตรงนี้ว่า… ผมเป้นเดียรถีทางการเมือง เพราะไม่ได้สมาทานลัทธิการเมือง ตลอดจนพรรคการเมืองใดเป็นที่พึ่งพิงทางใจ (กาย?) เลยเสียพรรคการเมืองเดียวดังนั้น การแสดงความคิดเห้นทางการเมืองของผมจึงมิได้วางอยุ่บนความเป้นปฏิปักษ์หรือ ความใคร่ส่วนตัวต่อกันแต่อย่างไร
ว่าอย่างย่นย่อแล้วคงกล่าวได้ว่า สิ่งที่ผมจะกล่าวในบทความของผมนี้ (เช่นเดียวกับที่ทำมาตลอด) คือการทำด้วยประสงค์ดีต่อสิ่งๆเดียว… มโนสำนึกที่รักจะเป็นประเทศเดินไปข้างหน้า (ซึ่งหมายถึงคนไทยทุกคน มิใช่เพียงประเทศไทยสำหรับใคร “บางคน”) ดั่งคำปราชญว่า… “คำจริงใจมักเสียดหู” ผุ้ใดที่อยู่ในอำนาจแล้วไม่อาจทานแรงเสียดสีจากการวิจารณ์อย่างตรงไปตรงมา โปรดพับข้ามหน้านี้ไปเสีย (ได้โปรด !!!)
เรื่องมีอยู่ว่า… ตลอดหลายเดือนของการบริหารงานโดยรัฐบาล ฯพณฯอภิสิทธิ์ ผมมานั่งดูๆ แล้วก็เกิดคำถามกับตัวเองว่า ประเทศไทยจะไปในทิศทางใดแน่ หลังจากเราทุ่ม (เงินกู้) กว่าแปดแสนล้านเพื่อโครงการที่ชื่อแสนเก๋ว่า “ไทยเข้มแข็ง”? ซึ่งอันที่จริง (อาจ) ไม่ได้เป็นอะไรไปมากกว่า “ฉลาก (Label)” แปะทับคำว่า “ประชานิยม” ที่เคยใช้กันมาตั้งแต่สมัยหม่อมคึกฤทธิ์ สืบมาจนยุคคุณทักษิณ
อย่างไรก็ตามแต่ผมยังคงต้องขอให้ท่านย้อนกลับไปอ่านให้ชัดว่า ผมเพียงแต่ตั้งข้อสสมติฐานเท่านั้น (เพราะยังแค่ “อาจจะ”) ส่วนข้อเท็จจริงจะเป้นเช่นไรนั้นขอเวลาหาข้อมูลทำวิจัยจริงๆจังๆซักทีก่อนครับ… บทความฉบับนี้แม้ยังไม่มีข้อมุลตัวเลขทางสถิติที่ชัดเจนทว่า ขอมองจากมุมแบบนักเศรษฐศาสตร์ข้างถนนว่า เห็นอะไรมาบ้าง และ คิดอย่างไรไปพลางก่อนครับ
ตลอดหลายเดือนที่ผ่านมานี้ โครงการที่ดีของรัฐบาล (อย่างน้อยก็ในแง่หลักการ) มีอยู่ให้เห้นมากมายครับ เช่นการปรับเพิ่มเบี้ยยังชีพผุ้สูงอายุ, การจัดการศึกษาฟรีอย่างจริงจัง, การพยายามเข้ามาช่วยเหลือเกษตรกร (แม้ว่าในรายละเอียดผมจะไม่เห้นด้วยในหลายเรื่อง ทว่าเจตนาดีถือว่าสอบผ่านครับ) ฯลฯ ทว่ามีนโยบายบางส่วนที่ผมเห็นแล้วก็อดเป้นห่วงรัฐบาลไม่ได้ว่า ปล่อยออกมาได้อย่างไร?
อาทิ โครงการตัด Motor way ที่งบประมาณต่อกิโลเมตรพอจะสร้างรถไฟความเร็วสูง ชินคันเซน ได้ (พี่น้องครับ เวียตนามกำลังจะมีชินคันเซนใช้ภายในสิบปี เรายังมัวตัดถนนสำหรับคนรวยด้วยต้นทุนที่แพงเกินจริงอยู่เลยครับ), เราลาดยางถนนซ้ำในส่วนของถนนที่ยังใช้การได้อยู่ โดยส่วนใหญ่แล้ว ผมพบว่า โครงการไทยเข้มแข็งใช้ไปกับเรื่องการ “ลงทุน” ในสิ่งปลูกสร้างอยู่ไม่น้อย ซึ่งโครงการเหล่านี้… ไม่ได้มีผลต่อการจัดสรรทรัพยากรใหม่ (Resources redistribution) แต่อย่างไร…
คนจนยังคงจน และ คนรวยยิ่งรวยขึ้น เพราะ งบประมาณทั้งหลายจะไปลงกับ นายทุนด้านอุตสาหกรรมก่อสร้าง ซึ่งเป้นที่ทราบกันดีในตลาดทุนว่า สนิทกับพรรคการเมืองสำคัญของรัฐบาลนี้สองพรรค, ตลอดจนส่วนเกินทางเศรษฐกิจ อาทิ เงินค่าน้ำร้อนน้ำชาต่างๆก็ถูกผันลงไปในพื้นที่ได้ง่าย
สิ่งนี้มิใช่หรือที่เราเรียกมันว่า การคอรัปชันเชิงนโยบาย!!! สิ่งนี้ไม่ใช่หรือที่เรารังเกียจกันมากจนกระทั่งออกมาขับไล่คุณทักษิณออกไป… ปรากฏการณืนี้เป้นประจักษ์พยานชัดหรือไม่ว่า งบไทยเข้มแข็งทำให้ใครเข็มแข็ง… คำตอบแสนเรียบง่าย งบไทยเข้มแข็ง(อย่างน้อยก็เท่าที่ผมเห็น)ยังคงมุ่งหมายที่จะเสริมความเข้มแข้งของ “ทุนการเมือง, นักการเมือง และ แน่นอน เนื้อติดกระดูกพอประมาณ แก่ประชาชนตาดำๆอย่างเราๆ”
การจะพัฒนาประเทศ… เงินคงไม่ใช่ปัจจัยหลักสำคัญประการเดียวครับ… ถังมันรั่วใส่น้ำเท่าไหร่ก็ไม่มีวันเต็ม เมืองไทยวันนี้เหมือนมีรูรั่วพรุนไปหมด (รูรั่ว = นักการเมืองชั่ว) ทำให้งบเทไปเท่าไหร่ก็ไม่เคยพอ, ผมมองเห็นอนาคตอย่างชัดเจนครับว่า สิ้น 8 แสนล้านนี้แล้วประเทศไทยจะเป้นอย่างไรต่อไป…
เราเหมือนครอบครัวใหญ่ที่แม้ไม่จนมาก แต่ก็ไม่ได้มีเงินเหลือเฟือ วันหนึ่งเราพบว่าหลงจู้ครอบครัวมันเผด็จการ ไม่เคารพผู้อาวุโสของครอบครัว แล้วยังแอบงุบงิบหยิบเงินจากกงสีออกไปอยู่เรื่อย เลยขับออกจากบ้านไปร่อนเร่อยู่ตามตรอก… คนที่ช่วยกันไล่หลงจู้คนเก่าออกไปก็เข้ามาแย่งกันคุมกงสี ทีนี้มั่วไปหมดครับ มือใครยาวสาวได้สาวเอา… เห็นท่าเป้นอย่างนี้จะลำบาก เลยไปกู้เศรษฐีใจดีที่ตรอกถัดไป อีกส่วนเรี่ยไรจากคนในครอบครัว พอได้มาแล้วก็ลงมือปรับปรุงบ้าน!!! โดยให้คนสนิทของตนไปทำ…
บร๊ะเจ้า, ไม่เจ๊งยังไงไหวครับเงินก้อนนี้ควรนำไปใช้เพื่อทำให้คนในบ้านมีการศึกษาดีๆ… มีอาหารกินครบมื้อครบหมู่… มีสุขภาพที่ดี… เหนือสิ่งอื่นใด”มีคุณธรรม”และความหวังในการดำเนินชีวิตต่อไปในบ้างหลังนี้ มิใช่หรือ?
มาถึงจุดนี้ผมฟังธงลงไปเลยว่า เงินไม่ใช่ทางออก ของปัญหา และ ยิ่งใส่เงินลงไปมากเท่าไหร่ กลุ่มทุนการเมืองบางกลุ่ม ยิ่งรวยขึ้นบนความยากจนลงของเรา (คนไทย)… ทำไมเราชอบคิดว่าเงินแก้ไขปัญหาได้ไปเสียทั้งหมดนะ, ถ้าเงินเป้นตัวชี้ขาดจริง ประเทศที่เป้นเกาะไร้ความมั่งคั่งอย่างสิงคโปร์เติบโตได้อย่างไร… ถ้าเงินชี้ขาดจริงประเทศที่รุ่มรวยทรัพยากรอย่างอาฟริกาทำไมจน? ปัจจัยชี้ขาดอย่างแท้จริงคงเป้นที่… เประเทศๆหนึ่งคงต้องการนักการเมืองที่เก่งเลวน้อยที่สุด กระมัง? ผมไม่ทราบ? และยังคงหาคำตอบต่อไป… บทสรุปวันนี้คงยุดไว้เพียงแค่ “เงินไม่ใช่คำตอบ” เท่านั้นครับ
เมื่อกล่าวถึงเงินไม่ใช่คำตอบ… ผมคิดว่าแนวคิดเงินคือคำตอบนั้นมีอยู่ทุกที่ทั่วโลกครับ ไม่ใช่จำกัดเฉพาะประเทศไทย อาทิ เร็วๆนี้เราคงเห้นการประชุมสุดยอดเรื่อง “โลกร้อน” โดยสหรัฐออกมาประกาศว่าจะให้เงินช่วยเหลือประมาณแสนล้านเหรียญเพื่อสนับสนุนการแก้โลกร้อน (โดยที่ตัวเองยังคงปล่อยก๊าซเรือนกระจก และ ก๊าซทำลายโอโซนต่อไป)… อีหรอบเดียวกันครับ ผมยกมาเพื่อชี้ให้เห็นสองส่วน ส่วนแรก อย่างที่กล่าวไปแล้ว มะกันเค้าก็เห้นเงินเป้นใหญ่เหมือนกันครับ คือเขามองว่าเขาทำผิดโอเค… ก็แค่ “ชดเชย”ให้ก็จบ แต่ข้อเท็จจริงมันไม่ใช่ครับ โลกต้องการให้สหรัฐลดการทำลายโลก ไม่ได้ต้องการ “เงินทอน” จากการเผาโลกทำกำไร!!!
ส่วนที่สอง, เพื่อเปรียบเทียบให้กับกรณีประเทศไทยว่า “ดี”, “ชั่ว” นั้นเราพิจารณาแยกแยะกันครับ ดังที่ผมได้เกริ่นไว้ตั้งแต่ต้นว่า ดครงการของรัฐบาลดีๆก็มีมาก ทว่า… มันไม่อาจนำมาหักล้างกันกับโครงการ แย่ๆได้หรอกครับ คนเราจะอ้างเหตุว่าช่วยคนสิบคนเพื่อไปยิงคนตาย ๑ คนนั้่นได้ไหม? มันไม่เกี่ยวกันครับ… มะกันปล่อยควันเสีย แล้วเอาเงินมายื่นให้ว่าคุณก็เอาไปบำบัดซิ!!! ตรรกะแบบนี้มัน เวิร์กเหรอครับ? ผมว่าไม่
ประการสุดท้าย,แม้จะไม่เกี่ยวกันเสียทีเดียวแต่เป้นเรื่องน่าสลดที่มีจุดร่วมเดียวกันคือ คนเรามันเห็นเรื่องเงินเป็นใหญ่ครับ… ผมสลดจนสบถเมื่อวันก่อนเมื่อได้ยินข่าวว่ามีอาซิ้มคนหนึ่งโทรไปแจ้งทางสวนสัตว์ว่า… หลานอยากอุ้มหลินปิง จะได้ไหม ถ้าตกลงจะบริจากให้ ๕ ล้าน!!! โอ้มายก๊อดเนสสสส ถ้าจะมีเด็กซักคนที่จะได้สิทธิ์อันประเสริฐนี้… เด็กคนนั้นควรเป้นเด็กยากจนที่ไม่มีโอกาสซื้อบัตรเข้าชมหลินปิงมากกว่าครับ… ไม่ใช่สำหรับเด็กที่มีอาม่ารวยอย่างนี้
ปล. ทว่ามองอย่างใจเย็น (ไม่ใช่เลือดเย็นนะครับ) มุมทางเศรษฐศาสตร์แล้วเราอาจยอมให้เด็ก (ที่โตขึ้นมีแนวโน้มจะนิสัยเสียเพราะถูกเลี้ยงดูอย่างตามใจ) คนนี้เข้ามาอุ้มหมี เพื่อเอาเงิน ๕ ล้านไปเลี้ยงเด็กยากไร้ได้อีกหลายคนก็ได้ครับ อันนี้แล้วแต่ (แต่ยังไงก็อดหงุดหงิดความไม่เป้นธรรม ความไม่เท่าเทียมกันของโลกที่มีคนจนกับคนรวยอยู่ดีครับ, ผมพูดได้เต็มปากเพราะไม่ชนไม่รวยเป็นชนชั้นกลางฮับ
)
สำหรับวันนี้ลาไปก่อนสวัสดีครับ
ชอบมากแบงค์ เดี๋ยวมาคุยด้วยครับ
ความรู้สึกที่ดุดัน, และเร้าร้อนแผ่ออกจากบทความนี้อย่างเห็นได้ชัด, ทว่ามันก็ไม่แปลกต่างท่ามกลางบรรยากาศของสังคมปากกัดตีนถีบมากขึ้นอย่างที่พยายามปฏิเสทมันว่าไม่จริง, ทุกอย่างดีขึ้น, รวมถึงมิติสังคมของเราด้วย.
ทว่าส่วนหนึ่งนั้นอาจารย์แบงค์เป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียโดยตรงกว่าเราทุกท่านในที่นี้, สุนทรียะของบทความนี้จึงแจ้งชัด, แต่ไม่ได้ความถึงความผิดถูกแต่อย่างไร. มากกว่านั้น, ท่ามกลางวัยรุ่นราวคราวเดียวกับอาจารย์, วัยที่มีพลังในการสรรค์สร้างกิจกรรมพร้อมกับศักยภาพในการรับความเสี่ยงในระดับสูง, คงเริ่มมีความรู้สึกต่อนโยบายของรัฐบาลอย่างที่สามารถอธิบายได้บ้าง, อย่างน้อยที่สุดคนเหล่านี้เริ่มได้รับสวัสดิการจากนโยบายต่างต่างโดยตรงเมื่ออยู่ในระบบของแรงงาน.
ทว่าหากถามความคิดเห็นที่มีต่อนโยบายของรัฐบาลกับเด็กอนุบาล, หรือคนชราภาพมาก, คำตอบคงไม่ต่างจากกรอบของความต้องการความเบิกบานจิตต์ก่อนที่จะสิ้นชีวิตฝ่ายหนึ่ง, และหลังจากได้รับชีวิตอีกฝ่ายหนึ่ง.
สำหรับข้าพเจ้าแล้ว, ไทยเข้มแข็ง ควรจะถูกเรียกว่า ไทยชนชั้นนำเข้มแข็ง.
อย่างที่อาจารย์แบงค์บอกข้างต้น, การจัดสรรทรัพยากรใหม่ไม่ได้สะสมทุนใหม่, เพียงแต่ปรับปรุงคุณภาพทุนเดิมเป็นสำคัญ. ฉะนั้น, สมมติฐานของรัฐบาลต้องตั้งไว้ว่า “ทุนเดิมเสื่อมโทรม” หรือ “กลุ่มมือยาวตอนนี้มีรูปแบบการสะสมทุนแบบเดิม” ที่ยากต่อการปรับเปลี่ยนของเงื่อนไขการใช้เงินในระยะเวลาอันสั้น คือ ศักยภาพของทรัพยากรมนุษย์ชั้นนำไม่พร้อมต่อการแบ่งผลประโยชน์จากนโยบายใหม่, รวมถึงสะสมทุนใหม่อย่างรถไฟชินคันเซนของเวียดนาม.
อ่านเจอมาจากกรุงเทพธุรกิจ 7 กุมภาพันธ์ 2553;
อยากได้มั้ย! กรุงเทพฯ-โคราช 30นาที-พัฒนาระบบรถไฟ ไม่ต้องเวนคืน
นายไชยวัฒน์ สินสุวงศ์ เลขาธิการสมัชชาประชาชนแห่งประเทศไทย ในฐานะวิทยากรรับเชิญ แสดงความคิดเห็นว่า โครงการมอเตอร์เวย์ บางปะอิน – โคราช เริ่มต้นอย่างเงียบๆ มานานแล้ว โดยมีการเปิดเวทีประชาพิจารณ์แบบ “ลักปิด-ลักเปิด” คือไม่บอกว่าจะคุยเรื่องมอเตอร์เวย์ และใช้สถานที่อันมิดชิด
โดยข้อสรุปก็คือ ไม่มีทางเลือกในการพัฒนาเส้นทางรถไฟ เพราะแหล่งเงินกู้จากญี่ปุ่น มีเงื่อนไขให้กู้ได้เพื่อสร้างถนนอย่างเดียว จึงเป็นที่มาของทางหลวงพิเศษ ระยะทาง 199 กิโลเมตร ต้นทุนรวม 300 ล้านบาท/ก.ม. โดยอ้างว่าเพื่อให้จราจรคล่องตัว ทั้งๆ ที่ใช้ความเร็วได้เพียง 120 ก.ม./ช.ม.เท่ากับถนนมิตรภาพ
แต่ถ้าเปลี่ยนเป็นการพัฒนาเส้นทางรถไฟ จะไม่ต้องเวนคืนที่ดิน และหากขยายขนาดรางใหม่ให้ได้มาตรฐานโลก คือ 1.435 เมตร (รางรถไฟไทยใช้ 1 เมตร) รถไฟบรรทุกจะวิ่งได้ 120 ก.ม./ช.ม. ส่วนรถไฟโดยสารจะวิ่งได้ 150 ก.ม./ช.ม.
ปัจจุบันรถไฟของจีนสาย “ปักกิ่ง-เทียนสิน” (ความเร็ว 250 ก.ม./ช.ม.) ใช้เวลาวิ่งเพียง 28 นาที ต้นทุนไม่ถึง 300 ล้านบาท/ก.ม.
ดังนั้น เส้นทาง “กรุงเทพฯ – โคราช” หากเป็นรถไฟความเร็วสูงจะใช้เวลาวิ่งไม่ถึง 30 นาที
นายไชยวัฒน์ กล่าวต่อไปว่า ที่ผ่านมานายกรัฐมนตรีถูกข้าราชการหลอกว่ารถไฟของเวียดนามและมาเลเซียใช้รางขนาด 1 เมตร แต่ความจริงเวียดนามกำลังเปลี่ยนมาใช้รางขนาด 1.435 เมตร โดยจะแล้วเสร็จใน 2563 นอกจากนี้ยังมีแผนแม่บทระยะยาวถึง 40 ปีในการพัฒนาระบบรางด้วยงบประมาณ 1.7 ล้านล้านบาท (ใช้เงิน 4-5 หมื่นล้านบาท/ปี ในการพัฒนาระบบราง)
สำหรับประเทศไทยตั้งแต่มีการใช้แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 4 เป็นต้นมา (พ.ศ.2520) ไทยใช้เงินในการสร้างถนนมากกว่าระบบรางถึง 10 เท่า/ปี ส่วนประเทศจีนประกาศใช้รถไฟเป็นหลักในสมัย “เหมาเจ๋อตง” (พ.ศ.2483) โดยลอกแบบแผนพัฒนารถไฟหลวงของรัชกาลที่ 5 ปัจจุบันจีนมีรถไฟ ระบบราง และสถานีมากที่สุดในโลก และกำลังพัฒนารถไฟให้มีความเร็วถึง 450 ก.ม./ช.ม.
นายไชยวัฒน์ เปิดเผยด้วยว่า จีนได้ตั้งกองทุนเพื่อการพัฒนาอาเซียนขึ้น ปรากฏว่าไทยเป็นประเทศเดียวที่ไม่ขอกู้เงินจากกองทุนฯ มาพัฒนาการขนส่งระบบราง เพราะข้าราชการไทยอ้างว่าดอกเบี้ยของจีนแพงกว่าญี่ปุ่น โดยไม่คำนึงว่าเงินกู้จากญี่ปุ่นสร้างถนนได้อย่างเท่านั้น ประเด็นสำคัญส่งท้ายก็คือ ในอนาคตรางรถไฟทั่วโลกจะมีขนาด 1.435 เมตร แต่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม (นายโสภณ ซารัมย์) กลับยืนกรานว่าไทยต้องใช้ราง 1 เมตรเท่านั้น ขณะที่นายกรัฐมนตรีเน้นนโยบายให้รถไฟไทยเชื่อมรางกับต่างประเทศ แล้วจะเชื่อมกันได้อย่างไร
เห็นว่าต่อเนื่องเชื่อมโยงกัน, ข้าพเจ้าขอนำมาลงต่อเป็นเรื่องยาวขึ้น.
ดังนี้.
ผมนั่งสนทนากับ ท่านเอกอัครราชทูต ของสาธารณรัฐประชาชนจีน ก่วนมู่ ระหว่างไปร่วมพิธีเปิด งานตรุษจีนนครสวรรค์
อย่างอลังการเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาแล้ว ก็ได้ความรู้และความเห็นจากมุมมองของ “มังกรยักษ์” หลายประเด็นที่น่าสนใจยิ่ง
ท่านทูตก่วนมู่ ใช้ชีวิตในฐานะนักการทูตจีน ประจำประเทศไทยหลายรอบ รวมแล้วไม่น้อยกว่า 14 ปี มีความรู้ความชำนาญเกี่ยวกับไทยอย่างรอบด้าน
ยิ่งภาษาไทยของท่านทูตก่วนมู่ แล้ว คนไทยหลายคนอาจจะพูดได้ชัดน้อยกว่าด้วยซ้ำ โดยเฉพาะหากเป็นราชาศัพท์ และศัพท์แสงทางการทูตด้วยแล้ว คนไทยหลายคนต้องอายที่พูดได้คล่องน้อยกว่าด้วยซ้ำ
ท่านทูตก่วนมู่ ติดตามความเป็นไปของเมืองไทยอย่างใกล้ชิด และสามารถเล่าเรื่องราวการเมืองของไทยในอดีตและวันนี้ให้ผมฟังเป็นฉากๆ
แลกเปลี่ยนความเห็นทางด้านการเมือง เศรษฐกิจและวัฒนธรรมกับท่านทูตจีนท่านนี้แล้วจึงเข้าใจคำว่า “ลุ่มลึกและรอบด้าน” ว่ามีความหมายจริงๆ อย่างไร
วิธีคิดของท่านทูตที่ต้องการเห็นประเทศไทยก้าวกระโดดไปสู่การพัฒนาเป็น “ศูนย์กลาง” ด้านต่างๆ สำหรับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แสดงถึงวิสัยทัศน์ในฐานะที่มีความคุ้นเคย และเป็นห่วงเป็นใยเป็นประเด็นที่น่าติดตามและวิเคราะห์ยิ่ง
โดยเฉพาะท่านทูตก่วนมู่ บอกผมว่าไม่ว่าจะพิจารณาทางด้านภูมิศาสตร์ เศรษฐกิจและการเมืองแล้ว ประเทศไทยเป็น “hub” ได้อย่างแท้จริง
“จีนสร้างทางหลวงหลายสายเพื่อเชื่อมโยงกับอาเซียน และทุกเส้นจะต้องผ่านประเทศไทย ไม่ว่าจะไปทางตะวันออก ตะวันตกหรือลงใต้…ดังนั้น ประเทศไทยจึงเป็นฮับ ของการคมนาคมจากจีนลงไปสู่ทุกภาคส่วนของเอเชียอาคเนย์…” ท่านทูตบอกผมด้วยความกระตือรือร้น ที่อยากจะเห็นประเทศไทยวางแผนระยะยาว เพื่อเสริมสร้างบทบาทของตัวเอง ในฐานะเป็นศูนย์กลางของภูมิภาคนี้
หากศักยภาพของไทยด้านนี้ถูกมองข้ามโดยคนไทยและรัฐบาลไทยเอง ก็จะเป็นเรื่องที่น่าเสียดายยิ่ง
เราคุยกันว่านั่งรถยนต์จากกรุงเทพฯ ไปปากน้ำโพใช้เวลาประมาณสองชั่วโมงเศษ…หากมองไปข้างหน้า สร้างรถไฟฟ้าด่วนจากกรุงเทพฯ ถึงเชียงใหม่ ก็อาจสามารถทำให้การเดินทางจากเมืองหลวงไทยปัจจุบันไปเมืองหลวงเก่าทางภาคเหนือเพียงสองสามชั่วโมง…แวะระหว่างทางอีกสองสามเมืองใหญ่ ก็จะเป็นการเดินทางที่สะดวก รวดเร็ว และเศรษฐกิจของประเทศก็จะได้รับแรงหนุนเนื่องอย่างคึกคักยิ่ง
เมืองจีนกำลังสร้างเส้นทางรถไฟความเร็วสูงจากเมืองใหญ่ๆ อย่างกระตือรือร้นเพราะต้องการจะสร้างเครือข่ายของการคมนาคมให้เกิดประโยชน์สูงสุด
ผมแซวทูตก่วนมู่ ว่าท่านจะต้องประสานระหว่างรัฐบาลจีนกับไทย ให้มีการพูดจากันเพื่อร่วมกัน สร้างทางรถไฟสายด่วนระหว่างกรุงเทพฯ กับเชียงใหม่…หากรัฐบาลจีน ยื่นมือมาช่วยเหลือเป็นกรณีพิเศษ ก็จะเป็นการเปิดศักราชแห่งการคมนาคมยุคใหม่ของไทยด้วยความร่วมมือของจีน
“ท่านต้องทำให้ได้ก่อนเกษียณนะครับ…” ผมเย้าท่านทูตก่วนมู่… ท่านยืนยันว่าพร้อมที่จะมีส่วนผลักดัน ให้ไทยสร้างเสริมบทบาทของตนเป็น “ฮับ” ทางคมนาคมขนส่งของอาเซียนกับจีนตอนใต้ ให้คึกคักอย่างเป็นรูปธรรม
หากโอกาสอำนวย ผมจะเชิญชวนให้ท่านทูตพูดจาปราศรัยแสดงวิสัยทัศน์เกี่ยวกับ “เมืองไทยในอนาคตที่ผมอยากเห็น” ในฐานะที่มีความคุ้นเคยและสนิทสนมกับประเทศไทยในหลายๆ มิติ
ก่อนจากกันวันนั้น ท่านทูตก่วนมู่ บอกผมหลังจากที่ผมได้สัมภาษณ์ท่านบนเรือลำเล็กๆ บริเวณใกล้ๆ กับที่บรรจบของ “ปิง / วัง / ยม / น่าน” ที่รวมพลังกันที่ปากน้ำโพเป็น “แม่น้ำเจ้าพระยา” ที่เป็นสายเลือดสำคัญยิ่งของประเทศไทย…ว่า
“ขอให้เชื่อเถอะว่าจีน มีความจริงใจและจริงจัง ต่อความสัมพันธ์กับประเทศไทย… และอย่าได้เกรงใจ คนไทยต้องรู้จักจับโอกาส ซึ่งแตกต่างในความหมายกับคำว่าฉวยโอกาส…”
และหยอดท้ายอย่างน่าฟังว่า
“…และขอให้คนไทยรู้จักใช้ประเทศจีนให้เป็นประโยชน์…”
ประโยคท้ายสุดนี่มีความหมายลุ่มลึกอย่างไร ท่านผู้อ่านที่เป็นคนไทย คงจะนำไปวิเคราะห์กันต่อเนื่องได้อย่างกว้างขวางต่อนะครับ
ที่มา http://www.bangkokbiznews.com/home/detail/politics/opinion/suthichaiyoon/20100212/100051/เมื่อทูตจีนมองไทย-เป็นฮับของเอเชียอาคเนย์.html
thanks for your contribution, goood job Tae! C:
นี่ขนาดทดสอบ 20 ครั้ง. ข่างตีพิมพ์ “ตั้ง” 20 ครั้ง.
ผมว่าถ้าทดสอบสักร้อย หรือพันครั้ง, อัตราความแม่นยำคงลดลงได้อีก.
น่าลอง.
ผลทดสอบชี้ชัด จีที200ไร้ประสิทธิภาพ 20ครั้งถูกแค่4 “มาร์ค”สั่งเลิกซื้อ ทำความเข้าใจหน่วยงานที่ใช้
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี แถลงภายหลังการประชมุคณะรัฐมนตรี (ครม.) วันที่ 16 กุภมพันธ์ว่า กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ได้รายงานผลการทดสอบเครื่องตรวจสอบวัตถุระเบิดจีที 200 โดยข้อสรุปเบื้องต้นได้ทำการทดลอง โดยนำเอาวัตถุระเบิดใส่ไว้ในกล่อง 1 กล่องและมีกล่องเปล่าอีก 3 กล่อง ในสถานที่ปิด และให้บุคคลที่ทำการทดสอบชี้กล่องถึง 20 ครั้ง
สำหรับผลการทดสอบพบว่าสามารถตรวจสอบได้ถูกต้องเพียง 4 ครั้ง จาก 20 ครั้ง จึงไม่มีนัยยะทางสถิติ ดังนั้นรัฐบาลจะไม่มีการจัดซื้ออุปกรณ์ดังกล่าวเพิ่มเติม ส่วนหน่วยงานที่ยังคงใช้อุปกรณ์นี้อยู่ก็จะมอบหมายให้กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯเร่งทำความเข้าใจให้ตรงกัน และถ้าหากหน่วยงานใดยังมีความข้องใจ กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯก็พร้อมที่จะทดสอบให้ทราบอีกครั้ง
“ผมเชื่อว่าขณะนี้มีหน่วยงานที่มีความเชื่อว่าเครื่องนี้มีประสิทธิภาพ ก็ขอให้เร่งรวบรวมข้อมูลเสนอมา โดยกระทรวงวิทยาศาสตร์จะได้ทำความเข้าใจเพื่อป้องกันความเสี่ยงที่เกิดขึ้น ทั้งนี้ยืนยันว่ารัฐบาลพึ่งมาทราบเรื่องในช่วงหลังนี้เนื่องจากกระบวนการจัดซื้อมีมาตั้งแต่ปี 2547″